Thursday, February 13, 2014

ช่องแสง





เย็นหนึ่งเมื่อปลายเดือนมกราคม 2014 ของพ่อแม่ลูก ที่วิหารน้ำแต้ม พระธาตุลำปางหลวง ลำปาง



ช่องแสงเปิดให้แสงส่องเข้ามา  ช่องแสงในครัวที่บ้านเชียงรายเปิดให้เห็นแสงจากภายนอก  และทุกสิ่งที่อยู่นอกบ้าน  ประมาณเป็นประตูสู่โลกกว้างทีเดียว  ลูกคงไม่คิดว่าแม่พูดเกินจริงนะคะ  เพราะบ้านที่ลุงอวยให้เราอยู่นั้นขนาดกระทัดรัด  ครัวจึงขนาดประมาณ 3X4 เมตร แต่ต้องขอบคุณคนออกแบบพื้นที่ วางตำแหน่งประตูและช่องแสงไว้ดี  ทำให้ไม่อึดอัด เขาทำประตูไว้ให้ 2 ประตูอยู่ตรงกันข้าม จากห้องกลางประตูหนึ่ง และจากห้องครัวไปนอกบ้านอีกประตูหนึ่ง  ส่วนผนังที่เหลือนั้น  ให้ด้านหนึ่งทึบ และด้านที่เหลือเป็นช่องแสงเกือบทั้งหมด  คือ นอกจากเคาน์เตอร์ และตู้แขวนแล้ว ผนังที่เหลือให้เป็นช่องแสงยาวเกือบตลอดแนว 4 เมตร  

ดังนั้น คนตัว "เล็ก" อย่างแม่จึงมีพื้นที่เสมือนจริงที่กว้างกว่า  เพราะมองผ่าน "ช่องแสง" ไปเห็นต้นไม้ ดอกไม้ตั้งแต่เดินเข้าครัว ทำงานที่เคาน์เตอร์ หรือยืนล้างจาน  แม่ชอบช่องแสงในครัวบ้านนี้ เพราะได้เห็น "แสง" "สีสัน" "ชีวิต" และเรื่องราว ที่เคลื่อนผ่าน หรือดำเนินไปอย่าง "น่าสนใจ" "สนุกสนาน" และ "มหัศจรรย์"  

ลูกจำวันที่แม่เรียกให้ไปดู "กิ้งก่า" ตัวลายได้ไหมคะ  วันนั้น แม่ยืนล้างจานตามปกติ ตาก็แอบเห็นนกกินปลีตัวจิ๋วมากินน้ำหวานจากดอกดาหลาสีขาว มันน่าเอ็นดูมาก เดี๋ยวไปที่ดอกดาหลาขาว เดี๋ยวไปที่ดอกแดง ดูไปแม่ก็คิดถึงคำพูดของลูก "แม่ว่า มันมหัศจรรย์ไหมครับ โลกตั้งกว้างใหญ่ นกตัวเล็กนิดเดียว มันรู้ได้อย่างไรว่า มีดอกไม้อยู่ตรงนี้" ใช่ลูก มันเป็นมหัศจรรย์จริงๆ พระเจ้าเป็น "นักออกแบบ" ที่หาคำมาบรรยายไม่ได้เลย นอกจากจะเป็นนักออกแบบ ยังเป็น "วิศวกร" ผู้สร้างและวางระบบได้อย่าง "มหัศจรรย์" เพราะไม่เพียงสร้างให้เกิดขึ้น แต่ยังเลี้ยงดูไม่ต้องให้มันต้องหว่านต้องไถ ยังสามารถหากินได้ตลอดชีวิตของมัน ขณะกำลังดูเพลินๆ เจ้านกจิ๋วก็บินแผลวข้ามรั้วไปเกาะกิ่งไม้ พอเหลือบไปจึงเห็นนกกรงจุกที่ตัวใหญ่กว่าบินเข้ามาคุมเชิง น่าแปลกที่ดอกดาหลามีตั้งหลายดอก แบ่งกันได้สบาย ไม่เห็นต้องแย่งกันจนอดกินเลย คิดนินทานกไม่ทันจบ แม่ก็สังเกตเห็นอะไรเคลื่อนไหวๆอยู่บนกำแพงด้านล่าง ตอนแรกเห็นแต่หัว ลายจนแม่คิดว่าเป็นตุ๊กแก มันเคลื่อนตัวขึ้นด้านบนอย่างเร็ว อย่างกับว่ามันจะไปดูนกทะเลาะกัน แต่พอขึ้นไปเกือบสุดด้านบน ก็ทำท่าผงกหัวออกจากผนัง ราวกับจะเผยอขึ้นไปดูนกด้านบน แต่คงจะผลีผลามโยกหัวออกมามากหรือเร็วไป เลยเสียสมดุลย์ หล่นเผละตกลงที่พื้นหญ้า แม่มองตามลงไป เห็นมันตาลีตาเหลือกปืนกลับขึ้นมาใหม่ คราวนี้ มันตัวผอมลงไปถนัดใจ จนแม่ต้องโงกหน้าไปแนบกระจกช่องแสง ว่ามีตัวใหญ่กว่าอีกตัวหรือเปล่า โห มันมหัศจรรย์แท้ๆ ตัวเล็กลงได้ในเสี้ยววินาที ถ้าทำโปรแกรมลดน้ำหนักได้แบบนี้ คงทำธุรกิจรวยในพริบตาเหมือนกัน

นอกจาก การแสดงสดนอกช่องแสงแล้ว ยังมีการแสดงสดที่ช่องแสงด้วยนะคะ มันแปลกจริงๆ จนทุกวันนี้แม่ก็ยังไม่เข้าใจ จริตนี้ของแมลงวันที่ช่องแสงในครัวเลย เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่มักจะปิดประตูครัวด้านหลังเสมอ เพราะไม่มีมุ้งลวด จึงคอยระวังบรรดาหนู แมลงสาป แมลงวัน และยุง ถึงกระนั้น เวลาเปิดทิ้งไว้ จะมีบรรดาแมลงวันบินตามเข้ามาเสมอ แล้วความแปลกมันก็มีอยู่ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแมลงวันตัวไหน รุ่นไหน พอบินเข้ามาปุ๊บ จะตรงตรงรี่ไปตรงช่องแสงด้านริมสุดทันที ตัวใหญ่ตัวเล็กเหมือนกันหมด บินไปตอม แล้วก็พุ่งเข้าชน พุ่งเข้าใส่กระจกช่องแสง ประมาณว่า ก็เห็นต้นข่าอยู่จะจะ แล้วทำไมจะบินออกไปไม่ได้ มันต้องได้สิน่า ว่าแล้วก็บิน ชนกระจกตกแอ้ก หายมึนบินเข้าใส่อีก แม่ยืนเฝ้ามันจนเบื่อ ออกไปไหนทำอะไร กลับมาก็ยังเห็นมันบินใส่อยู่ไม่เลิก ขนาดเปิดประตู เปิดบานเกล็ด ไล่ให้มันบินออกไปทางอื่น มันก็ไม่ยอม ทำฉุน ประมาณว่า ไม่ต้องมาบอกให้ไปทางอื่น ฉันรู้ว่าฉันทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมายุ่ง เห็นชัดๆว่าต้นไม้ใบหญ้าเต็มไปหมด ทำไมฉันจะออกไปไม่ได้ แล้วมันก็บินชนอยู่นั่น จนกว่า ... จะหมดอายุขัย ไม่ตรอมใจนอนตายเอง เจ้าจิ้งจกจ้องตาไม่กระพริบ วิ่งเข้าชาร์ต งับทีเดียวอยู่ เป็นอันจบเรื่องได้

ชีวิตและสิ่งรอบตัวมันมหัศจรรย์จริงๆ ใครจะเข้าใจสิ่งมีชีิวิตตัวเล็กตัวน้อยที่แม่เฝ้าดูนี้ได้ ทำไมมันจึงดำเนินชีวิตอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ทำไมนกมันไม่แบ่งกัน ทำไมกิ้งก่าอยากรู้อยากเห็น มันตัวพองโตอย่างกับจะไปจับนกกิน ทำไมแมลงวันมันต้องไปที่ช่องแสงนั้นเสมอ แล้วทำไมมันถึงไม่ยอมออกไปทางอื่น ลูกว่า มนุษย์ที่ชาญฉลาดจะเข้าใจสัตว์ตัวน้อยๆที่สมองมันเล็กกระจิ๋วได้ไหมคะ ว่าไปแล้ว มันมีสมองหรือเปล่าแม่ก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ 

สำหรับแม่นั้น เมื่อมองสิ่งเหล่านี้แล้ว แม่กลับนึกถึงผู้ออกแบบ ผู้สร้าง ผู้ควบคุมดูแลสรรพสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับที่มองและชื่นชมคนออกแบบ "ช่องแสง" ในครัว แม้ไม่เคยเห็นตัว ไม่เคยรู้จัก แต่แค่เห็นและสัมผัสสิ่งที่เขาออกแบบ และสร้างไว้ แม่ก็ขอบคุณแล้ว ดังนั้น บทสรุปเรื่องนกกินปลี นกกรงจุก กิ้งก่า แมลงวัน และจิ้งจก ก็เช่นกัน แม่ทึ่งกับผู้ออกแบบ และสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อย่างยิ่ง "คิดได้ยังไง" ตั้งแต่รูปร่าง การเคลื่อนที่ การดำเนินชีวิต มันประหลาดจริงๆ ประหลาดเกินกว่าแม่จะยกเครดิตให้ "ธรรมชาติ" เหมือนอีกหลายคนในโลกนี้ และแม่ก็ดีใจที่ลูกคิดและ "เชื่อ" เหมือนกับแม่ เพราะการที่เชื่อว่ามีผู้สร้างที่รักและรอเราอยู่ มันทำให้แม่รู้ว่าเราเกิดหนเดียวตายหนเดียว ไม่ต้องกังวลว่าถ้าต้องเกิดเป็นแมลงวันเข้าสักวัน แล้วจะต้องบินชนกระจกหรือถูกจิ้งจกกินตาย

ป.ล. แม่มี "Cinema Paradiso" จากหนังชื่อเดียวกันมาฝากนะคะ  แต่คนเล่นเชลโลเป็นคนโปรดของลูก คือ Yo-Yo Ma ค่ะ  ลองเปิดฟังดูนะ
http://youtu.be/jZWRp4UqyRo

อ้างอิง:
1. หนังสือมัทธิว       บทที่ 6 ข้อที่ 25 - 34
2. หนังสือปฐมกาล  บทที่ 1 และบทที่ 2
3. หนังสือฮีบรู         บทที่  9 ข้อ 27
4. http://youtu.be/jZWRp4UqyRo

safe_image.php.jpg


Wednesday, February 5, 2014

เรื่องของเทส


Tess of the d'Urbervilles

                                     ม่านฟ้าของเย็น วันที่ 6 มกราคม 2014 ระหว่างสามคนพ่อแม่ลูกเดินทางกลับบ้านเชียงราย


ลูกรัก 

เช้าวันที่แม่เล่าเรื่อง Tess of d'Urbervilles แม่นอนมองนกสีสวยที่บินวนเวียนตามช่อมะม่วงข้างนอกหน้าต่าง เรากำลังคุยกัน  ถึงการปฎิบัติกับคนอื่นอย่างที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อเรา ในบริบทของวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ ฟังดูเป็นเรื่องนามธรรม และลึกซึ้ง  แต่แท้จริงสองแม่ลูกคุยกันเรื่อง เด็กชายเด็กหญิง

Tess of d'Urbervilles เป็นวรรณกรรมมีชื่อของ Thomas Hardy ที่ BBC สร้างและแม่เพิ่งได้ดู เป็นเรื่องของเด็กสาวชาวบ้านในครอบครัวยากไร้ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีน้องหลายคน ต้องช่วยเหลือครอบครัวด้วยการไปทำงานกับบ้านของญาติห่างๆ และถูกลูกชายเจ้าของบ้านขืนใจ แม้ Tess จะหนีกลับมาแทบจะทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็น "ชนัก" ติดตัวของเธอตลอดชีวิต Tess ท้อง เกิดลูกที่ไม่มีพ่อ แม้ลูกจะเป็นที่รักแต่เด็กน้อยตายจากไป Tess ออกจากบ้านไปไกลหนีอดีตเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ Tess พบชายหนุ่มที่แสนดีและเพียบพร้อม ได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างสวยงาม แต่ความสุขกลับไม่ผ่านคืนแรกของการแต่งงาน เมื่อต่างฝ่ายตั้งใจดี ไม่ปิดบัง เล่าความผิดพลาดในอดีตของตนต่อกัน ฝ่ายชายทำใจไม่ได้เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดกับ Tess เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองแยกทางกัน Tess กลับไปบ้าน แต่อยู่ไม่นาน ก็เร่ร่อนออกหาเช้ากินค่ำเรื่อยไป ชีวิตกรรมกรหญิงรับจ้างขายแรงงานในท้องทุ่งลำบากแสนสาหัส แต่ Tess ไม่ปริปากบ่น ไม่ยอมคืนดีกับผู้ชายคนแรก  ที่มางอนง้อ แต่ความอดทนสิ้นสุด เมื่อได้ข่าวแม่ล้มเจ็บ พ่อสิ้นชีวิต ถูกไล่ที่ จุดหักเหจึงเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสามีกลับมาตามค้นหา จนพบกับแม่ของ Tess ในบ้านที่ย้ายไปอยู่ใหม่ และรู้ว่า Tess ย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ เขาไม่ลดละออกติดตามจนพบ เพียงได้รู้ว่าตนมาสายเกินไป Tess กลับไปอยู่กับผู้ชายคนแรก สามีบอกถึงสาเหตุที่ขาดการติดต่อ ว่า หลังยแยกทางกัน เขาเตลิดไปไกลถึงประเทศบราซิล ทำงานในท้องทุ่ง และเจ็บหนักจนแทบสิ้นชีวิต ต้องอยู่โรงพยาบาลนานหลายเดือน เขาหวนคำนึงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Tess จนได้คิด และเป็นเหตุให้กลับมาอังกฤษ Tess เสียใจและโกธรชายคนแรกอย่างยิ่ง รู้สึกว่าถูกหลอกลวง เกิดทุ่มเถียง ต่อสู้ เป็นเหตุให้ชายนั้นสิ้นชีวิต Tess ออกตามชายผู้เป็นที่รัก ผู้ต่อมาได้พยายามพา Tess หนีจากคดีฆาตรกรรม แต่ผลสุดท้ายเจ้าหน้าบ้านเมืองตามพบ Tess ถูกจับ ขังคุก และถูกแขวนคอในที่สุด


Tess เป็นชีวิตหญิงสาวจากนวนิยายที่ยกขึ้นมาคุยกัน ชีวิตหญิงคนหนึ่งพังพินไป เพราะการกระทำของชายคนหนึ่ง และความผิดพลาดนี้ติดตัวหญิงสาวไปตลอดชีวิต เมื่อชายและหญิงนำความผิดพลาดทำนองเดียวกันมาเผยต่อกัน เป็นธรรมดาที่ชายรับไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะยืนหยัดเป็นจริงในทุกวัฒนธรรมทั่วทุกดินแดน ชายจะผ่านหญิงเท่าใด เป็นเพียงผ่านแล้วผ่านเลย แต่สำหรับหญิงไม่เป็นเช่นนั้น ความผิดพลาดติดตัวเสมอ  เหมือน Tess และหญิงไทยคนหนึ่งที่แม่เล่าเสมอ เธอเขียนมาที่ Mail Bag ของ Bangkok Post เมื่อ 20 กว่าปีก่อนว่า เธอมีคู่รักขณะเรียนมหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งหมายมั่นจะแต่งงานเมื่อเรียนจบ เป็นเหตุให้ชล่าใจ ปฏิบัติต่อกันเกินเลยกว่าคู่รัก ตั้งครรภ์และจบลงด้วยการทำลายเด็กน้อย แล้วการณ์ไม่เป็นตามคาด ทั้งคู่เลิกร้างต่อกัน และที่เธอเขียนมาก็เพราะ เธอได้พบรัก แต่งงานกับชายที่ดี แต่ไม่สามารถมีบุตรด้วยกัน ด้วยเหตุมดลูกไม่สมบูรณ์อันเนื่องจากความผิดพลาดในอดีต เธอจำต้องมีชีวิตอยู่กับความจริงบางประการ ที่ไม่สามารถเปิดเผยกับสามีๆผู้ให้กำลังใจเสมอว่า อย่าทุกข์ใจที่ไม่สามารถมีบุตรให้กับเขาได้


เรื่องชายหญิงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่พ่อแม่ทั่วไป มักหาจังหวะคุยกับลูกไม่ค่อยเจอ คือ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะเหมาะ หลายคนคิดว่า รอให้ลูกโตถึงวัยอันสมควร หรือเมื่อลูกเตรียมเรื่องแต่งงานถึงค่อยหยิบยกมาคุยกัน พ่อแม่หลายคนคิดว่า เป็นเรื่องของคนสองคน ลูกๆแต่งงานออกเรือนไปอยู่กันเอง ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เขาจะค่อยๆเรียนรู้กันเอาเองว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะกับคู่ของตน แต่พ่อกับแม่ของลูกมองอีกมุม เรามองถึงจุดท้ายของความสัมพันธ์ชายหญิง  คือ ความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัว หมายถึง สามี ภรรยา และลูกๆ ไม่ได้มองแค่พิธีแต่งงาน หรือการที่ลูกออกไปมีครอบครัวของตนเอง


ความสัมพันธ์ของคู่ชีวิตคู่แรกเกิดจากการสถาปนาของพระเป็นเจ้า ผู้ไม่ประสงค์ให้ชายต้องอยู่อย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว จึงจะจัดหาหญิงผู้เป็นเพื่อนคู่ใจที่เหมาะกัน ผู้จะมาช่วยกันคำ้จุนช่วยกันเกื้อกูล ผู้มาร่วมชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ได้ดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างอบอุ่นไปด้วยกัน คำว่า ไม่โดดเดี่ยว เหมาะกัน มาช่วยคำ้จุนช่วยกัยเกื้อกูล ได้มาร่วมชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้เห็นภาพการร่วมชีวิตของชายหญิงเป็นภาพสวยงาม แต่ถ้าอ่านจากหนังสือปฐมกาลบทที่ 2 ข้อ 18 และ 24 จะพบคำสำคัญย่ิงอีกหนึ่งคำ คำที่เป็นอาจเปรียบเป็น "ศิลปิน" ผู้รังสรรภาพชีวิตคู่ให้งดงามได้  นั่นคือ "พระเจ้าจะเป็นผู้จัดหา" เพราะเป็นการพาเราให้เปลี่ยน "มุม" ในการมองทั้ง "ความเป็นมนุษย์" และ "ชีวิตคู่" เป็นมุมจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ว่าพระผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นผู้สร้างมนุษย์อันเป็นที่รักของพระองค์ และเป็นผู้จัดหาคู่ชีวิตที่เหมาะสมให้  เมื่อมองเช่นนี้ ความสัมพันธ์ของชายหญิงเป็นของสูง สว่างไสว ถูกต้อง สวยงาม ห่างจากความสับสน ร้อนรน

ดูละครแล้วย้อนดูตัว Tess เป็นหญิงสาวที่ไม่มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ชายคนแรก "ปล้นชิง"สิทธิ สังคม "ปิด" โอกาส  ส่วน หญิงไทยใน Bangkok Post เสียโอกาสในการสร้างครอบครัวที่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก เพราะได้ใช้ "สิทธิ์ และเสรีภาพ" ของสิ่งที่ถูกต้องและสมควรในความสัมพันธ์ของชีวิตไปก่อนหน้านอกความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ตรงนี้เอง ที่คำสอนที่ว่า จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่อยากให้ผู้อ่ืนปฏิบัติต่อเรา ปรากฎขึ้นในบทสนทนาของเรา  


หากลูกเป็น "หญิง" เราย่อมไม่ปรารถนาให้ลูกสาวของเรา ได้ประสพสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Tess หรือ หญิงสาวใน Bangkok Post เราคงอธิษฐานให้ชายหนุ่มทุกคนที่ลูกสาวได้พบ เห็นลูกสาวของเราเป็น "ผู้ที่พระเจ้าทรงสร้าง" คือ สูงค่า มาจากเบื้องสูง ไม่กล้าหยามเกียรติพระผู้สร้าง มากระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือสมควรกับลูกสาวของเรา เราคงโอบอุ้มลูกสาวที่รักในคำอธิษฐาน ให้ลูกสาวนั้นตระหนักถึงที่มาของตน ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้าง และรักประหนึ่ง "แก้วตาดวงใจ" ของพระองค์ ส่วนตัวเองรู้จักคุณค่าที่ได้รับ และวางตนอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ลูกคงต้องอธิษฐานด้วยกันเสมอ ให้ลูกเป็นหญิงสาวผู้ยำเกรงพระเจ้า มองไปข้างหน้า ถึงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนของชีวิตคู่ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเมื่อลูกสาวก้าวเข้าสู่สายสัมพันธ์นั้น ลูกจะเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้วว่า เป็นผู้เหมาะสมที่จะเคียงคู่กับชายหนุ่ม ได้รับโอกาสของการเป็น "มงกุฎ" ของสามี ผู้นำสง่าราศรีมาสู่ เป็นมารดาผู้จะได้ให้กำเนิดชนรุ่นต่อไป ได้โอบอุ้ม อบรมเลี้ยงดู ให้เขาตระหนักถึงคุณค่าอันสูงของตน และได้เป็นผู้นำพรอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าให้คนอื่นๆเสมอไป


แต่พระเจ้าโปรดประทานบุตรชายให้พ่อและแม่ บุตรชายที่เป็นของขวัญที่ได้รับจากเบื้องสูง พ่อกับแม่จึงได้แต่อ้อนวอนอธิษฐาน ให้ลูกชายของเราได้ตระหนักรู้ว่า ลูกเกิดจากความรักของพระเจ้า จากชีวิตเลือดเนื้อขององค์พระเยซูที่ยอมมอบให้ เพื่อลูกของเราจะเติบโตขึ้นด้วยความเชื่ออันมั่นคงว่า พระเจ้าพระผู้สร้างมีเพียงหนึ่งเดียว เป็นพระเจ้าสูงสุด พระเยซูเป็นผู้เดียวที่เป็นทางให้กลับไปหาพระองค์ และพระวิญญาณของพระเจ้าที่สถิตอยู่ด้วยเท่านั้นครอบครองตัวของลูก แม้ลูกจะมีสติปัญญา อิสระ เสรีภาพอย่างเต็มสมบูรณ์ แต่ด้วยความเต็มใจลูกยอมให้พระวิญญานบริสุทธิ์เท่านั้นได้ควบคุมการดำเนินชีวิตลูก ผลที่เกิดขึ้นจึงจะงดงาม สว่างไสว ยั่งยืน และเมืื่อมองถึง การมีชีวิตคู่ จึงอ้อนวอนอธิษฐานให้ลูกชายของเราได้รับการทรงนำและควบคุม ให้ปฏิบัติต่อหญิงสาวทุกๆคน เหมือนกับที่พ่อแม่อยากให้ชายอื่นปฏิบัติต่อ "ลูกสาว" ที่เราไม่เคยมี และที่สำคัญสูงสุดคือ ขอให้ลูกนั้น เชื่อมั่นว่า "พระเจ้าเป็นผู้จัดหา" จัดหาหญิงสาวที่รักและยำเกรงพระเจ้า เหมาะกัน สมเป็น "มงกุฎ" ที่สง่างามของลูก และเป็นมารดาที่จะโอบอุ้มลูกๆของลูกในความรัก คำอธิษฐาน การอบรม เลี้ยงดู ให้สมกับที่พระเจ้าทรงสร้างและประทานมาเป็นของขวัญ .... 


ลูกรัก เพราะลูกเชื่อฟังพระเจ้า บุตรหลานของลูกที่เกิดขึ้นจะเป็นผู้นำพระพรให้ผู้คนทั่วโลก จำไว้เถิดลูก ว่า ข้อพระคำที่พ่อแม่ยึดมั่นไว้จนถึงวันที่พระองค์ประทานลูกมานั้น มาจาก หนังสือสดุดี บทที่ 84 ข้อ 11 นั่นคือ พระเจ้าไม่หวงสิ่งดีกับผู้ที่เดินในทางของพระองค์ และไม่มีสิ่งไหนนำความสมหวังมาสู่พ่อแม่มากไปกว่า ลูกของเรารักยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า ดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างนบนอบและเชื่อฟังพระองค์อย่างศรัทธา ได้คู่ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความงามอันเกิดจากการเชื่อฟังพระเจ้าหนึ่งเดียว  และมีชีวิตคู่ที่มีพระองค์เป็นเชือกเกลียวที่สาม ซึ่งพันผูกทุกคนในครอบครัวไว้อย่างมั่นคง


และพ่อกับแม่เชื่อว่า ลูกจะเป็นเช่นนั้น คือ รักพระเจ้าหนึ่งเดียว เชื่อฟังพระองค์ มีครอบครัวที่จะสร้างบุตรหลานที่เป็นพระพรต่อผู้อื่น และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อเราเสมอไป



อ้างอิง:

1.  หนังสือปฐมกาล บทที่ 2 และบทที่ 22
     หนังสือมัทธิว      บทที่ 7 ข้อ 12
     หนังสือสดุดี        บทที่ 84 ข้อ 11

2.  ละครของ BBC เรื่อง Tess of the d'Urbervilles 






3. รักแท้ - บอย โกสิยพงษ์
http://www.youtube.com/watch?v=_qXra7I280E&list=RDUFZA-pt8lSE&feature=share&index=3