เย็นหนึ่งเมื่อปลายเดือนมกราคม 2014 ของพ่อแม่ลูก ที่วิหารน้ำแต้ม พระธาตุลำปางหลวง ลำปาง
ช่องแสงเปิดให้แสงส่องเข้ามา ช่องแสงในครัวที่บ้านเชียงรายเปิดให้เห็นแสงจากภายนอก และทุกสิ่งที่อยู่นอกบ้าน ประมาณเป็นประตูสู่โลกกว้างทีเดียว ลูกคงไม่คิดว่าแม่พูดเกินจริงนะคะ เพราะบ้านที่ลุงอวยให้เราอยู่นั้นขนาดกระทัดรัด ครัวจึงขนาดประมาณ 3X4 เมตร แต่ต้องขอบคุณคนออกแบบพื้นที่ วางตำแหน่งประตูและช่องแสงไว้ดี ทำให้ไม่อึดอัด เขาทำประตูไว้ให้ 2 ประตูอยู่ตรงกันข้าม จากห้องกลางประตูหนึ่ง และจากห้องครัวไปนอกบ้านอีกประตูหนึ่ง ส่วนผนังที่เหลือนั้น ให้ด้านหนึ่งทึบ และด้านที่เหลือเป็นช่องแสงเกือบทั้งหมด คือ นอกจากเคาน์เตอร์ และตู้แขวนแล้ว ผนังที่เหลือให้เป็นช่องแสงยาวเกือบตลอดแนว 4 เมตร
ดังนั้น คนตัว "เล็ก" อย่างแม่จึงมีพื้นที่เสมือนจริงที่กว้างกว่า เพราะมองผ่าน "ช่องแสง" ไปเห็นต้นไม้ ดอกไม้ตั้งแต่เดินเข้าครัว ทำงานที่เคาน์เตอร์ หรือยืนล้างจาน แม่ชอบช่องแสงในครัวบ้านนี้ เพราะได้เห็น "แสง" "สีสัน" "ชีวิต" และเรื่องราว ที่เคลื่อนผ่าน หรือดำเนินไปอย่าง "น่าสนใจ" "สนุกสนาน" และ "มหัศจรรย์"
ลูกจำวันที่แม่เรียกให้ไปดู "กิ้งก่า" ตัวลายได้ไหมคะ วันนั้น แม่ยืนล้างจานตามปกติ ตาก็แอบเห็นนกกินปลีตัวจิ๋วมากินน้ำหวานจากดอกดาหลาสีขาว มันน่าเอ็นดูมาก เดี๋ยวไปที่ดอกดาหลาขาว เดี๋ยวไปที่ดอกแดง ดูไปแม่ก็คิดถึงคำพูดของลูก "แม่ว่า มันมหัศจรรย์ไหมครับ โลกตั้งกว้างใหญ่ นกตัวเล็กนิดเดียว มันรู้ได้อย่างไรว่า มีดอกไม้อยู่ตรงนี้" ใช่ลูก มันเป็นมหัศจรรย์จริงๆ พระเจ้าเป็น "นักออกแบบ" ที่หาคำมาบรรยายไม่ได้เลย นอกจากจะเป็นนักออกแบบ ยังเป็น "วิศวกร" ผู้สร้างและวางระบบได้อย่าง "มหัศจรรย์" เพราะไม่เพียงสร้างให้เกิดขึ้น แต่ยังเลี้ยงดูไม่ต้องให้มันต้องหว่านต้องไถ ยังสามารถหากินได้ตลอดชีวิตของมัน ขณะกำลังดูเพลินๆ เจ้านกจิ๋วก็บินแผลวข้ามรั้วไปเกาะกิ่งไม้ พอเหลือบไปจึงเห็นนกกรงจุกที่ตัวใหญ่กว่าบินเข้ามาคุมเชิง น่าแปลกที่ดอกดาหลามีตั้งหลายดอก แบ่งกันได้สบาย ไม่เห็นต้องแย่งกันจนอดกินเลย คิดนินทานกไม่ทันจบ แม่ก็สังเกตเห็นอะไรเคลื่อนไหวๆอยู่บนกำแพงด้านล่าง ตอนแรกเห็นแต่หัว ลายจนแม่คิดว่าเป็นตุ๊กแก มันเคลื่อนตัวขึ้นด้านบนอย่างเร็ว อย่างกับว่ามันจะไปดูนกทะเลาะกัน แต่พอขึ้นไปเกือบสุดด้านบน ก็ทำท่าผงกหัวออกจากผนัง ราวกับจะเผยอขึ้นไปดูนกด้านบน แต่คงจะผลีผลามโยกหัวออกมามากหรือเร็วไป เลยเสียสมดุลย์ หล่นเผละตกลงที่พื้นหญ้า แม่มองตามลงไป เห็นมันตาลีตาเหลือกปืนกลับขึ้นมาใหม่ คราวนี้ มันตัวผอมลงไปถนัดใจ จนแม่ต้องโงกหน้าไปแนบกระจกช่องแสง ว่ามีตัวใหญ่กว่าอีกตัวหรือเปล่า โห มันมหัศจรรย์แท้ๆ ตัวเล็กลงได้ในเสี้ยววินาที ถ้าทำโปรแกรมลดน้ำหนักได้แบบนี้ คงทำธุรกิจรวยในพริบตาเหมือนกัน
นอกจาก การแสดงสดนอกช่องแสงแล้ว ยังมีการแสดงสดที่ช่องแสงด้วยนะคะ มันแปลกจริงๆ จนทุกวันนี้แม่ก็ยังไม่เข้าใจ จริตนี้ของแมลงวันที่ช่องแสงในครัวเลย เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่มักจะปิดประตูครัวด้านหลังเสมอ เพราะไม่มีมุ้งลวด จึงคอยระวังบรรดาหนู แมลงสาป แมลงวัน และยุง ถึงกระนั้น เวลาเปิดทิ้งไว้ จะมีบรรดาแมลงวันบินตามเข้ามาเสมอ แล้วความแปลกมันก็มีอยู่ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแมลงวันตัวไหน รุ่นไหน พอบินเข้ามาปุ๊บ จะตรงตรงรี่ไปตรงช่องแสงด้านริมสุดทันที ตัวใหญ่ตัวเล็กเหมือนกันหมด บินไปตอม แล้วก็พุ่งเข้าชน พุ่งเข้าใส่กระจกช่องแสง ประมาณว่า ก็เห็นต้นข่าอยู่จะจะ แล้วทำไมจะบินออกไปไม่ได้ มันต้องได้สิน่า ว่าแล้วก็บิน ชนกระจกตกแอ้ก หายมึนบินเข้าใส่อีก แม่ยืนเฝ้ามันจนเบื่อ ออกไปไหนทำอะไร กลับมาก็ยังเห็นมันบินใส่อยู่ไม่เลิก ขนาดเปิดประตู เปิดบานเกล็ด ไล่ให้มันบินออกไปทางอื่น มันก็ไม่ยอม ทำฉุน ประมาณว่า ไม่ต้องมาบอกให้ไปทางอื่น ฉันรู้ว่าฉันทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมายุ่ง เห็นชัดๆว่าต้นไม้ใบหญ้าเต็มไปหมด ทำไมฉันจะออกไปไม่ได้ แล้วมันก็บินชนอยู่นั่น จนกว่า ... จะหมดอายุขัย ไม่ตรอมใจนอนตายเอง เจ้าจิ้งจกจ้องตาไม่กระพริบ วิ่งเข้าชาร์ต งับทีเดียวอยู่ เป็นอันจบเรื่องได้
ชีวิตและสิ่งรอบตัวมันมหัศจรรย์จริงๆ ใครจะเข้าใจสิ่งมีชีิวิตตัวเล็กตัวน้อยที่แม่เฝ้าดูนี้ได้ ทำไมมันจึงดำเนินชีวิตอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ทำไมนกมันไม่แบ่งกัน ทำไมกิ้งก่าอยากรู้อยากเห็น มันตัวพองโตอย่างกับจะไปจับนกกิน ทำไมแมลงวันมันต้องไปที่ช่องแสงนั้นเสมอ แล้วทำไมมันถึงไม่ยอมออกไปทางอื่น ลูกว่า มนุษย์ที่ชาญฉลาดจะเข้าใจสัตว์ตัวน้อยๆที่สมองมันเล็กกระจิ๋วได้ไหมคะ ว่าไปแล้ว มันมีสมองหรือเปล่าแม่ก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ
สำหรับแม่นั้น เมื่อมองสิ่งเหล่านี้แล้ว แม่กลับนึกถึงผู้ออกแบบ ผู้สร้าง ผู้ควบคุมดูแลสรรพสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับที่มองและชื่นชมคนออกแบบ "ช่องแสง" ในครัว แม้ไม่เคยเห็นตัว ไม่เคยรู้จัก แต่แค่เห็นและสัมผัสสิ่งที่เขาออกแบบ และสร้างไว้ แม่ก็ขอบคุณแล้ว ดังนั้น บทสรุปเรื่องนกกินปลี นกกรงจุก กิ้งก่า แมลงวัน และจิ้งจก ก็เช่นกัน แม่ทึ่งกับผู้ออกแบบ และสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อย่างยิ่ง "คิดได้ยังไง" ตั้งแต่รูปร่าง การเคลื่อนที่ การดำเนินชีวิต มันประหลาดจริงๆ ประหลาดเกินกว่าแม่จะยกเครดิตให้ "ธรรมชาติ" เหมือนอีกหลายคนในโลกนี้ และแม่ก็ดีใจที่ลูกคิดและ "เชื่อ" เหมือนกับแม่ เพราะการที่เชื่อว่ามีผู้สร้างที่รักและรอเราอยู่ มันทำให้แม่รู้ว่าเราเกิดหนเดียวตายหนเดียว ไม่ต้องกังวลว่าถ้าต้องเกิดเป็นแมลงวันเข้าสักวัน แล้วจะต้องบินชนกระจกหรือถูกจิ้งจกกินตาย
ป.ล. แม่มี "Cinema Paradiso" จากหนังชื่อเดียวกันมาฝากนะคะ แต่คนเล่นเชลโลเป็นคนโปรดของลูก คือ Yo-Yo Ma ค่ะ ลองเปิดฟังดูนะ
http://youtu.be/jZWRp4UqyRo
อ้างอิง:
1. หนังสือมัทธิว บทที่ 6 ข้อที่ 25 - 34
2. หนังสือปฐมกาล บทที่ 1 และบทที่ 2
3. หนังสือฮีบรู บทที่ 9 ข้อ 27
4. http://youtu.be/jZWRp4UqyRo


