คริสตมาสที่บ้านเมืองเอก .... ก่อนน้ำท่วมจนหลายอย่างในภาพนี้ไม่เหลือแล้ว
แต่ ... บุคคลอันเป็นที่รัก ทุกคนคงอยู่เสมอ
ลูกรัก ... วันนี้แม่นึกถึงตอนที่เราคุยกันถึงคำว่า "อันเป็นที่รัก" และกลับมานั่งดูภาพเก่าๆ คิดถึงวันเวลาที่เราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเวลาที่โต๊ะอาหาร ที่เคยต้อนรับผู้คนนับร้อย ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย ผู้มาเยือนทั้งหลาย นึกถึงวาระต่างๆที่นั่งล้อมวงกันตรงนี้ เสียงหัวเราะ หยอกเย้า และคำกล่าวเตือนต่างๆ ลูกคะ ณ ที่แห่งนี้ เราเคยอยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักมากมาย
เหมือนภาพนี้ คริสตมาสปีหนึ่งที่บ้านเมืองเอก แม่เห็นแล้วคิดถึงเพื่อนๆของลูกหลายคน ที่เคยมาร่วมฉลองวาระพิเศษนี้ด้วยกัน เวลาแห่งความสุขอบอุ่น ชื่นใจ ... เวลากับบุคคลอันเป็นที่รัก
ดูแล้วก็ถามตัวเองค่ะ ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรคะว่า เราได้เป็น "บุคคลอันเป็นที่รัก" หรือในมุมกลับ เราทำอย่างไรถึงจะให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่า เขาเป็น "บุคคลอันเป็นที่รัก" ของเรา และอันไหนยากกว่ากัน การรับความรัก หรือการให้ความรักกับผู้อื่น
ความรักเป็นคำที่มีความหมาย .... เหมือนของเหลว หารูปแบบที่แท้ไม่ได้ เพราะแปรเปลี่ยนไปหลากหลายตามภาชนะบรรจุ หรือบริบทที่นำไปใช้ จึงอาจเป็นสิ่งปรารถนาและชิงชังของบางคนได้ในวาระที่ต่างไป แต่ไม่ว่าความรักจะถูกนำไปจำกัดกรอบไว้เช่นไร แม่กลับเชื่อว่า ไม่น่าจะมีใครไม่อยากเป็น "บุคคลอันเป็นที่รัก" แน่นอน เพราะแม้กระทั่งคนที่รักแต่ตนเอง ก็ยังไม่อยากให้ผู้อื่น "ไม่รัก" ตนเอง ใครๆก็อยากเป็นที่รักด้วยกันทุกคน
เพราะเวลาที่เรารู้แน่และมั่นใจว่า เราเป็นที่รักนั้น เราจะรู้สึกถึง ความเป็นคนพิเศษ มีค่า มีสายสัมพันธ์ที่ยึดไว้กับผู้ที่รัก ผู้ให้การดูแล ทะนุถนอม ปกป้อง เอาใจใส่ ส่งให้สัมผัสความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พ้นความหวาดกลัว หวาดระแวง หากแต่อบอวลด้วยความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิด สื่อสาร แบ่งปัน และในทุกช่วงเวลาด้วยกัน ความอบอุ่น อิ่มเอม และสุขใจก็ตามมา
แต่ .... เมื่อใดเราจึงรู้แน่และมั่นใจที่สุดว่า เราได้เป็น "บุุคคลอันเป็นที่รัก" ................................. เมื่อเราได้ทุกอย่างที่เราต้องการ หรือเมื่อเราเป็นทุกอย่างที่ "ผู้ที่รัก" ต้องการ ................................... ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง คำตอบของลูกตอนนั้นก้องในความทรงจำของแม่ "เวลาที่ได้รับการยกโทษ" ใช่เลยคนดีของแม่ คนที่เป็นที่รักที่แท้นั้น ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ก็ผ่าน ..... ผ่านจากโทษทัณฑ์ทั้งปวง เพราะยังไงๆก็เป็นที่รัก รักเพราะรัก ไม่ได้รักเพราะเหตุหรือผล
คริสตมาสที่บ้านจึงให้ความหมาย คำว่า "อันเป็นที่รัก" ได้อย่างตรงใจที่สุด เพราะเป็นการฉลอง การที่พระเยซู ผู้เป็นพระเจ้าได้ลงมากำเนิดบนโลก ตามที่พระบิดาเจ้าได้กำหนด ให้ต้องโทษแทนมนุษย์ ที่ทรงสร้างแต่เบื้องต้น แต่ถือดีไม่ทำตามสิ่งที่พระเจ้ากำหนด พระองค์มาเพื่อมนุษย์ทุกคนจะ "ผ่าน" ... ช่วยต่อความสัมพันธ์ที่ขาดไปแล้วนั้น ให้กลับมาเชื่อมกันดังเดิม ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเป็นประมาณว่า พระเยซูมาต่อสัญญานอินเตอร์เน็ต ให้ Free WiFi บอก Password แค่เราเข้ามา connect ... แค่ต่อก็ติด .. แล้วรู้แน่อย่างมั่นใจว่า ยังไงๆก็เป็นที่รัก รัก ไม่ต้องใช้เหตุหรือผล และนี่คือจุดที่ลูกพูดถึง รู้ว่า "เป็นที่รัก" แน่แท้ ไม่มีเงื่อนไข ....
"แล้วไง" คือ สิ่งที่พ่อกับแม่พูดกันเมื่อเช้า ว่า .... ถ้าเรารู้ว่า ทำอย่างไรก็ผ่าน ผิดเท่าไรถ้าสำนึกได้ พระเจ้าก็อภัย ....งั้นเราใช้สิทธิ์นี้กันอย่างเสรี ทำผิดพลาดอย่างเต็มที่พี่น้องเลยดีไหม ... ไม่หรอกค่ะ เพราะแม่ไม่ได้เป็นเพียง "อันเป็นที่รัก" เท่านั้น แต่เป็น "ผู้รัก" ด้วย ... รักแล้วไม่อยากทำให้เสียใจ ยิ่งรักยิ่งอยากถนอมหัวใจ จริงไหมคนดี
ผ้าพันคอที่แม่ถักเป็นของขวัญคริสตมาสให้พี่ชายอันเป็นที่รักยิ่งของแม่
อ้างอิง
1. หนังสือยอห์น บทที่ 3
2. เพลง "จงมีความเชื่อในพระองค์เถิด"

No comments:
Post a Comment