สิ่งใด ... ดูเหมือนมีค่า ....
ชีวิต ... เป็นสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์ เปราะบางแต่กลับกลายเป็นมั่นคง ชั่วคราวแล้วกลับเป็นนิรันดร์ ใครสามารถบรรจงหยิบชีวิตขึ้นมาพิจารณา แล้วอรรถาธิบายถึงที่ไปที่มาได้ ใครจะบังอาจวิเคราะห์อดีต หยั่งอนาคต ใครเลยจะสามารถกระทำได้ เพราะแม้ชีวิตตนยังเกินคาดเดา
แม่ดำเนินชีวิตบนโลกนี้มาเกือบ 60 ปี นานพอจะยืนยันได้ว่า เป็นจริงเช่นข้อเขียนข้างต้น ดังเช่น ประสบการณ์ทีี่พ่อแม่เพิ่งผ่านมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2014 วันหยุดราชการ พ่อได้อยู่บ้านกับแม่ วันสบายๆที่ได้พักผ่อนตามประสา ... อย่างสุขใจ จวบจนใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำ ประมาณห้าโมงกว่า แม่เข้าครัวเตรียมทำกับข้าว หั่นโน่นหั่นนี่ เสร็จแล้วล้างมีด ล้างแล้วต้องเช็ดให้แห้ง เพื่อจะได้เก็บเข้าที่ เหมือนเช่นที่เป็นมา แต่ ... ด้วยเหตุใด แม่เช็ดมีดแล้ว มีดมันแฉลบมาที่ข้อมือซ้ายของแม่ แม่ตกใจ ยืนมองข้อมือที่ขึ้นผื่นตามรอยคมที่พาดผ่านเส้นเลือดใหญ่ แม่ตะลึง ใจแปลบ ความคิดแว่บเข้ามา "นี่ถ้า แฉลบแรงกว่านี้ เฉือนข้อมือ เส้นเลือดใหญ่" แม่มืออ่อน วางมีด เดินมาหาพ่อที่หน้าบ้าน บอกว่า "พ่อคะ แม่มีเรื่องอยากขอบคุณพระเจ้า" แล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง สองคนเรา ก้มหน้าขอบคุณพระเจ้าพร้อมกัน เสร็จแล้ว แม่ยังใจไม่ดี บอกพ่อว่า แม่ขอนั่งพักก่อน
พักใหญ่ แม่กลับเข้าไปในครัวอีก เปลี่ยนใจเปลี่ยนเมนู จากที่คิดจะทำแกงจืด แม่คิดว่า ทำแค่เบอเกอร์พอ เพราะยังมี หมูสับที่ทอดไว้ในตู้เย็น ขนมปังเพิ่งทำเสร็จ ว่าแล้วลงมือ หั่นหอมใหญ่ ไม่ทันที่จะหั่นได้ครึ่งลูก เกิดเสียงดังขึ้น ดังไล่กันต่อเนื่อง เหมือนรถถังหลายสิบคันวิ่งผ่าน เหมือนบ้านเป็นเรือนแพที่กระเพื่อมเพราะโดนคลื่นใหญ่หลายระลอกซัดเข้าใส่ เหมือนนั่งในกะบะรถที่มีหลังคาครอบ ในรถที่วิ่งอย่างเร็วบนถนนลูกรังที่มีแต่หลุมบ่อ มันสั่นสะเทือน มีดังรอบตัว แต่เหมือนเรากำลังเคลื่อนที่เป็นระลอกๆ แม่ตะโกนเรียกพ่อเสียงดัง ตะโกนแล้วตะโกนอีก ไม่มีเสียงตอบ แม่พยายามเดินมาหน้าบ้าน แต่มันคล้ายเราควบคุมการยืนการเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ ตอนแรกแม่คิดว่า มี "หิมะหลวง" หรือ ลูกเห็บยักษ์ มองไปที่หน้าต่างไม่เห็นอะไร มันงง ตกใจ จนแม่ถึงห้องรับแขก เห็นทีวีโยกไกวไปมาเหมือนต้นไม้โดนพายุใหญ่ แม่จึงถึงบางอ้อ ... แผ่นดินไหว ... แม่มองไปนอกบ้าน เห็นพ่อยืนเกาะรถที่ขยับไปมา ... ถึงตอนนี้ แม่ยืนนิ่งตรึงกับที่ ไม่กระดุกกระดิก ... จนเสียงเงียบลง และทุกอย่างหยุดนิ่ง
พ่อวิ่งเข้ามากอดแม่ แม่ได้สติ บอกพ่อว่า ต้องไปแอบในห้องนอน พ่อบอกว่า ต้องออกมาข้างนอก แม่ไม่รู้ว่า เราออกมาอย่างไร รู้แต่ว่า พอออกมาได้ แม่มีโทรศัพท์ในมือ แล้วแม่รีบโทรฯหาลูก บอกว่า ลูก... ต้องขอบคุณพระเจ้า แผ่นดินไหวพ่อแม่ปลอดภัย มีดแฉลบโดนข้อมือแต่แม่ไม่เป็นอะไร ....
Aftershock เกิดขึ้นอีกมากมายหลายครั้งต่อจากนั้น ตลอดคืน และต่อเนื่องจนถึงเช้า แรงบ้างค่อยบ้าง ห่างบ้างถี่บ้าง บุคคลอันเป็นที่รักทั้งหลายต่างโทรศัพท์มาเยี่ยมเยียน คืนนั้น พ่อกับแม่ได้รับประทานอาหารเย็นตอนสองทุ่ม อิ่มอร่อย แต่จากนั้นแม่สิ้นแรง หลับไปจนห้าทุ่ม แม่บอกพ่อว่า มีแรงแล้ว ... ลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่า จากนั้นแม่จึงมองไปที่ทีวี คอมพิวเตอร์ เดินไปขยับให้ดี จะได้ไม่ตกลงมา เก็บข้าวของสำคัญ ขวดน้ำ เสื้อกันหนาว ใส่กระเป๋าถือวางข้างเตียง พ่อไม่ใส่กลอนประตูแน่นหนาอย่างเคย เผื่อฉุกเฉิน ....
พ่อแม่พากันเข้านอน เดี๋ยว .. พ่อก็บอกว่า มาอีกแล้วๆ เสียงดัง บ้านสะเทือน .... จนพ่อหลับไป ... เที่ยงคืนแล้วแม่ยังนอนตากลม ได้ยินสัญญานโทรศัพท์ แม่หยิบมาดู เห็นข้อความจากคุณป้าขนุน แม่รีบโทรฯไปบอกให้หายกังวล .... แล้วนอนรอ เมื่อไร Aftershock จะมาอีก ... ตื่นเช้ามา Aftershock ยังมีมาเป็นละลอก ....
ชีวิต ... คืบหนึ่งก็บอกได้ คืบหนึ่งก็เดาไม่ถูก บางทีเหมือนจะบรรยายหรืือจับภาพได้ คือ เดาถูก ดำเนินตามแผน แต่ .. บางทีเหมือนของรักหล่นจากมือ คาดไม่ถึง ฉวยไว้ไม่ทัน เพราะเกิดขึ้นรวดเร็วเกินจะควบคุม ทำให้แม่กลับมาคิดค่ะ "สิ่งใด ดูเหมือนมีค่า .... ในชีวิตของเรา" อย่างในวันนั้น ... ในวินาทีที่เกินการคาดเดาและควบคุมได้ แม่เรียกหาพ่อ รีบโทรหาลูก ... เมื่อเวลาเลื่อนผ่านไป ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แม่ถึงเริ่มคิดถึงข้าวของมีค่า และวางแผนเพื่อจะสามารถดำรงชีวิตให้รอดต่อไป .... ชีวิต บางเบา และเปราะบาง ... ชีวิตที่อาจแสนสั้นหรือยาวนาน .... สิ่งใดมีค่าในชีวิตนี้ และสองมือเรารักษาชีวิตเราให้รอดได้แน่หรือ ...
สำหรับแม่ สิ่งมีค่าในชีวิต คือ ชีวิตและความรักความผูกพัน และสองมือเราไม่สามารถรักษาชีวิตให้รอดได้ แม่จึงขอบคุณพระเจ้า ที่รักษาแม่ไว้ไม่ให้มีดบาดข้อมือ ไม่เกิดอันตรายจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราเป็นเพียงมนุษย์ และพระองค์เป็นพระเจ้า วันหน้าจะเป็นเช่นไร แม่ไม่อาจหยั่งรู้ แต่เชื่อมั่นว่า ชีวิตที่ผูกไว้ในพระเยซูนั้นพระองค์ทรงเมตตาให้ดำรงอยู่อย่างงดงามทั้งในโลกนี้ และตลอดไป
ข้อพระคำจากหนังสือยากอบ บทที่ 4 เข้ามาในหัวใจค่ะลูก .................
13 ฟังไว้ให้ดีๆนะ คนที่ชอบพูดว่า “วันนี้หรือพรุ่งนี้ เราจะไปเมืองนั้นเมืองนี้ อยู่ที่นั่นสักปี ค้าขายเอากำไร”
14 ตัวคุณเองก็ยังไม่รู้เลยว่า พรุ่งนี้ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะคุณเป็นเพียงแค่หมอก ที่เกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียว แล้วก็จางหายไป
ลูกรักคนดีของแม่ ... สิ่งใด ดูเหมือนมีค่า ลูกหาเจอแล้ว จงดูแลรักษาไว้ให้ดี และใช้อย่างสมค่าตลอดไป เพื่อชีวิตในแต่ละวันจะงดงาม และไม่ว่าชีวิตนี้จะบางเบา เปราะบางเช่นไร ลูกจะรู้แน่แก่ใจว่า ชีวิตบนโลกนี้อาจสั้น แต่วันเวลาในชีวิตต่อไปนั้นจะยาวนานไร้จุดจบ ใช้ทุกวันให้คุ้มค่าที่ได้มีชีวิตอยู่ แล้วต้องไม่ลืมทำโลกนี้ให้สวยขึ้นอีกนิดหนึ่งเสมอ ตราบเท่าที่ลูกยังมี "วันนี้"
สุดท้าย จงจำไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน พ่อแม่รักลูกเสมอ แต่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า พระเจ้ารักลูกมากกว่าใคร เกินกว่าความเข้าใจมนุษย์คนใดจะหยั่งถึง
อ้างอิง
หนังสือยากอบ บทที่ 4 ข้อ 13 - 17
14 ตัวคุณเองก็ยังไม่รู้เลยว่า พรุ่งนี้ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะคุณเป็นเพียงแค่หมอก ที่เกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียว แล้วก็จางหายไป
15 คุณควรจะพูดว่า “ถ้าเป็นความต้องการขององค์เจ้าชีวิต เราก็จะมีชีวิตอยู่และทำสิ่งนั้นสิ่งนี้”
16 แต่ตอนนี้ คุณกำลังคุยโม้โอ้อวด ถึงความเก่งกาจของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายนัก
17 ดังนั้น สำหรับคนที่รู้ตัวว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะทำแต่ไม่ยอมทำ ก็ถือว่าคนนั้นกำลังทำบาป
No comments:
Post a Comment