Wednesday, May 28, 2014

แม่ .... จันทร์เจ้า








เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เพียงรั้วกันของบ้านเชียงรายของเรา ชื่อว่า "จัน" คนทั่วไปจะเรียกว่า "แม่จัน" ลูกเรียกท่านว่า "คุณยายจัน" ส่วนแม่จะเรียกว่า "คุณแม่จัน ... เจ้า"  เพราะสำหรับแม่คำว่า "เจ้า" เป็นคำอ่อนสุภาพที่ได้ยินเสมอจากปากหญิงสาวเมืองเหนือ แต่หลายครั้ง เวลาร้องเรียก "คุณแม่จัน ... เจ้า" แม่แอบหวนคิดถึง "จันทร์เจ้า ... ขอข้าวขอแกง" เพราะออกเสียงเหมือนกัน แม้จะเขียน "ต่าง"กัน แล้วหมายความถึงสองสิ่งที่แตกต่างกันลิบลับ









และนี่เองคือที่มาของบทเรียนเรื่อง "ความเหมือนที่แตกต่าง" ที่พระเจ้าสอนแม่จากประสบการณ์กับคุณยายจัน ........ เรื่องมีอยู่ว่า คุณยายจันเป็นคนขยัน มือไม่เคยว่าง วันธรรมดาจะตื่นแต่เช้ามืด ไปกาดหลวงซื้อข้าวของห่อใหญ่มาจัดแบ่ง และนำไปขายที่กาดแลงที่บ้านป่าก๊อ ... ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทผักพร้อมปรุง รวมทั้งเนื้อปลา เนื้อกบ แต่หลายครั้งจะเป็นอาหารปรุงสำเร็จสูตรเด็ด คุณยายจันมีชื่อในการทำอาหาร  ฝีมือทำอาหารเมืองขั้นเทพ เป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้า ดังนั้น ท่านจึงขัดอกขัดใจนักเมื่อมองมาเห็นว่า แม่ปรุงอาหารง่ายๆ ถามทีไรก็ไม่พ้น ผัดผัก แกงจืด ด้วย "หมู" ถึงขนาดออกปากข้ามรั้วมาว่า "ถามทีไรก็ หมู แค่ได้ยินก็ติดอยู่ตรงคอแล้ว" เล่นเอาแม่เขินทุกครั้งไป







วันหนึ่ง เหตุเกิด ... ณ ครัวนอกบ้านของเรา ที่มีเพียงโต๊ะ 2 ตัว สำหรับตั้งเตาแก๊ส และตั้งข้าวของพร้อมปรุงที่แม่ล้าง หั่น แล้วจากครัวในบ้าน การทำครัวที่มองข้ามรั้วมาเห็นก็เป็นเพียง แม่ยกหม้อ กระทะ ถ้วยชามจากในบ้าน แล้วผัด ทอด ต้ม เดี๋ยวใจก็เสร็จ .... คุณยายจันมักถามข้ามรั้วเสมอว่า "วันนี้ ผัดอะไร" แม่ก็จะเขินตอบไปว่า "ผัดผักเจ้า ผัดผักใส่เกลือเจ้า" ... แล้วเช้าตรู่วันหนึ่งที่แม่เพิ่งกลับจากบ้านกรุงเทพฯ แม่ก็หอบข้าวของออกไป แล้วพบว่า "อ้าว ... แก๊สหมด" คุณยายได้ยิน ก็หัวเราะร้องบอกว่า "วันนี้ ผัดผักใส่เกลือไม่ได้แล้ว ใส่ไมโครเวฟแทนก็แล้วกัน"  


เช้านั้น อาหารเช้าของพ่อแม่จึงเป็นผัดผักใส่เกลือในไมโครเวฟจริงๆ เพราะร้านแก๊สเปิดตอนสายๆ แต่ ... พ่อชมเชยอาหารจานเด็ดของแม่ไม่ขาดปาก ประมาณว่า ไม่น่าเชื่อทำง่ายๆก็อร่อยได้ แม่บอกว่า วัตถุดิบดี ผักที่นี่สดหวานกรอบเพราะชาวบ้านปลูกเอง ว่าแล้วแม่เลยเล่าเรื่องคุณยายจันให้พ่อฟัง พ่อให้ข้อคิดที่ดีว่า "ต่างบ้านต่างอร่อย แม่จันเขาไม่เคยเห็นว่าแม่ทำอะไร ไม่เคยชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร เขาแค่เห็นว่า วิธีการทำของแม่ มันต่าง และฟังดูแล้วมันไม่น่าอร่อย"






พ่อออกไปทำงาน แม่ออกไปเดิน ไปเสาะหาดูสิ่งหลากหลายท่ีพระเจ้าทรงสร้าง และขอบคุณพระเจ้า ที่สอนแม่ให้เข้าใจ "บางสิ่ง" ที่สำคัญจากประสบการณ์กับคุณยายจัน ประการแรก เรายืนกันคนละฟากรั้ว แม้จะเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ไม่สามารถเห็นได้เหมือนกัน  ประการที่สอง เราแต่ละคนต่างตีความตามสิ่งที่ตามองเห็น ตามประสบการณ์เดิมที่เราต่างสั่งสมมา สอดคล้องกับค่านิยมที่เรามี


สิ่งนี้เป็นความจริงที่เป็นเสมือน "เส้นผมบังภูเขา" เป็นข้อเท็จจริงง่ายๆใกล้ตัวที่แม่ไม่เคยมอง แต่เมื่อตระหนักถึงความจริงตรงนี้ได้แล้ว มันช่วยให้จุดยืนของชีิวิตที่มั่นคง และดำเนินไปได้ง่ายขึ้นมากมาย ทั้งช่วยให้เห็นประเด็นว่า เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ให้เราตัดสินผู้อื่น ..... เพราะเราไม่ได้ยืนตรงที่เขายืน แม้มองสิ่งเดียวกันก็เห็นได้ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ เรายังไม่สามารถเห็นภาพรวมทั้งหมด ไม่เข้าใจถึงเงื่อนไขหลากหลายที่เกี่ยวข้อง ... แล้วเราจะไปตัดสินกล่าวโทษผู้อื่นได้อย่างไร







และเมื่อแม่นั่งมองภาพถ่ายต่างๆของแม่ อย่างภาพเงาบนใบไม้สองภ   าพแรกนั้น ได้มาเมื่อ แม่ยืนคนละฟากกับวัตถุที่ทำให้เกิดเงา ขณะที่ภาพที่สามซึ่งเป็นภาพแสงเงาบนใบกล้วยนั้น แม่ยืนด้านเดียวกับวัตถุที่บังแสง ทั้งสามล้วนเป็นภาพของแสงเงาเหมือนกัน แต่ "เงา" นั้นเกิดต่างกัน ในขณะเดียวกัน แม้เงาจะสะท้อนวัตถุที่ทำให้เกิดแสงเงา แต่ก็บอกไม่ได้ว่า วัตถุจริงในสองภาพแรกนั้นคืออะไร ภาพที่สองนั้นอาจจะพอเดาว่า ดูเหมือนจะเป็นเงาผีเสื้อ แต่ใครพิสูจน์ได้ว่า เป็นผีเสื้อหรือเป็นแมลงอื่น และถ้าเป็นผีเสื้อจริง ก็เดาไม่ได้เลยว่าผีเสื้อนั้นสีอะไร







เหมือน คำว่า "จันเจ้า" กับ "จันทร์เจ้า" มันช่างพ้องเสียงกันได้อย่างเหมาะเจาะ ฟังแล้วเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ความหมายต่างกันลิบ หมายถึงสิ่งสองสิ่งที่ต่างกันราวฟ้ากันดิน "จันเจ้า" คือ "คุณแม่จัน .. เจ้า"ผู้อยู่ข้างบ้านเรา แต่ "จันทร์เจ้า"คือ พระจันทร์บนท้องฟ้า สองความหมายที่มีคุณค่าที่งดงามแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ช่างเป็น "ความเหมือนที่แตกต่าง" กันโดยแท้ 







และนี่คือ ที่มาของบทเรียนของแม่ขอนำมาฝากลูกในวันนี้ นั่นคือ อย่าตัดสินผู้อื่น เพราะเราไม่มีวันจะมองเห็นภาพรวม หรือรายละเอียด หรือที่ไปที่มา หรือเหตุผลทั้งสิ้นทั้งปวงได้ ทำให้คำสอนที่ว่า จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อเรานั้น ประเสริฐยิ่ง เพราะเมื่อนำมาผนวกกันแล้ว จะเห็นชัดเจนว่า เรายังไม่อยากให้ใครตัดสินเรา แล้วเราจะตัดสินเขาได้อย่างไร ในมุมกลับ เราปรารถนาให้ผู้อื่นมองเห็นตัวตนที่แท้ของเรา อยากให้เขามองเราให้ลึก มองให้ทะลุ เพื่อว่า แม้เขาจะเห็นสิ่งบกพร่องเรามากมาย แต่เขาจะยังเห็นสิ่งงดงามในหัวใจของเราได้ในที่สุด และหากเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งแรกที่เราต้องเริ่มต้นทำ ก็คือ เห็นอะไรในตัวใคร อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินเขา ขอโอกาสขอเวลา มองใหม่ มองให้ทะลุหัวใจ มองจนเห็นความงามในหัวใจของเขาให้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ดีไหมคะลูก







อ้างอิง:

1.   หนังสือมัทธิว บทที่ 7

“ใครบ้างในพวกท่านถ้าบุตรขอขนมปังจะให้ก้อนหิน? 10 หรือถ้าบุตรขอปลาจะให้งูแก่เขา? 11 ถ้าแม้ท่านเองซึ่งเป็นคนชั่วยังรู้จักให้สิ่งดีๆ แก่บุตรของท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะประทานสิ่งดีแก่บรรดาผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์ยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด! 12 ฉะนั้นในทุกสิ่งจงทำต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านอยากให้เขาทำต่อท่าน เพราะนี่สรุปสาระของหนังสือบทบัญญัติและหนังสือผู้เผยพระวจนะ



2.  หนังสือลูกา บทที่ 6     

การตัดสินผู้อื่น

37 “อย่าตัดสินแล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน อย่ากล่าวหาแล้วท่านจะไม่ถูกกล่าวหา จงให้อภัยแล้วท่านจะได้รับการอภัย 38 จงให้แล้วท่านจะได้รับ และทะนานที่ตวงเต็มยัดสั่นแน่นพูนล้นจะถูกเทลงในตักของท่าน เพราะท่านใช้ทะนานอันใดก็จะใช้ทะนานอันเดียวกันนั้นตวงแก่ท่าน”
39 พระองค์ยังตรัสคำอุปมานี้แก่เขาอีกว่า “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ? ทั้งคู่จะไม่ตกหลุมหรือ? 40 ศิษย์ย่อมไม่เหนือกว่าครูของตน แต่ทุกคนที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างสมบูรณ์แล้วจะเป็นเหมือนครูของตน
41 “เหตุใดท่านมองดูผงขี้เลื่อยในตาของพี่น้องแต่ไม่ใส่ใจกับไม้ทั้งท่อนในตาของท่านเอง? 42 ท่านพูดกับพี่น้องได้อย่างไรว่า ‘พี่น้องเอ๋ย ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของท่าน’? ในเมื่อตัวท่านเองไม่เห็นไม้ทั้งท่อนในตาของตนเอง เจ้าคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของตนก่อนแล้วเจ้าจะเห็นชัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาของพี่น้องได้


3. จันทร์เจ้า .... อีก version ค่ะ


www.youtube.com
สงกรานต์ รังสรรค์ - รอบ Live Performance วันที่ 15 Dec 2013 เพลง : จันทร์เจ้า ฟังแบบเพลย์ลิสต์ http://www.youtube.com/watch?v=W-7wmyKQ6AE&list=PL1bvbxbpkbtr05bnonNcrK8xK_Qgf5dnk&index=130


 http://www.youtube.com/watch?v=I0KyDp-7wDY&index=5&list=PLs5Vel32Seioqn67oYWVmU3xJKr6YycKW&spfreload=10



Friday, May 9, 2014

มงกุฎดอกรัก






คนดีของแม่ มีหลายสิ่งที่แม่อยากบอก อย่างเล่า ให้ลูกฟัง .... อย่างเช่น แม่เพิ่งเห็นว่า ดอกรักหน้าตาเหมือนมงกุฏ พอเห็นแล้วเลยทำให้มันดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างไม่เคยเป็น แปลกจัง พอเราโยงอะไรไปถึงความรัก สิ่งนั้นช่างดูมีค่าขึ้นมาทันทีทันควัน

ความรักเป็นส่ิงอ่อนหวาน มีชีวิตชีวา เป็นที่ปรารถนา เกิดขึ้้นในหัวใจ ไม่ต้องซื้อหา เกิดกับใคร คนนั้นก็เปี่ยมสุข มันช่างเหมือน "มงกุฏดอกรัก" ที่วันนี้แม่เพิ่งเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ เห็นว่าสิ่งที่อธิบายความรักได้ชัดเจนที่สุด คือ ความเกลียดชัง 

แม่ดูหนังเรื่อง Amish Grace จบ หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐเพนซิลเวเนีย เร่ิมจากครอบครัวหนึ่งสูญเสียลูกน้อยไป ทำให้ Charlie ผู้เป็นพ่อโกธรแค้น ... โกธรพระเจ้า ที่อนุญาตให้ลูกเล็กต้องตาย เลยตั้งใจแก้แค้นพระเจ้า ด้วยการเข้าไปในโรงเรียนของคน Amish ซึ่งมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์ และเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย หลีกลี้ทุกสิ่งที่อาจลดทอนความเชื่อลง เขายิงเด็กผู้หญิง 10 คน และปลิดชีวิตตนเอง

สิ่งร้ายแรงเกิดขึ้นในชุมชน กับครอบครัวหลายครอบครัว เป็นสิ่งที่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครต้องการให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ละคนจะรับมือกับสิ่งนั้นอย่างไร แน่นอน มีความตระหนก ตกใจ .... การสูญเสียนำมาซึ่งความเสียใจ แน่นอนเหตุการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกโกธร เคียดแค้น ชิงชัง มีการตัดสินในหัวใจกันว่า มีฝ่ายผิด ฝ่ายถูก ..... แต่ใครเลยจะคิดว่า บางส่วนของฝ่ายที่่ถูกกระทำ คิดต่าง คิดกลับด้าน และทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง .... เหมือนมีคนจงใจวางเพลิง ไฟไหม้ลุกลาม ทำลายล้าง ... มีผู้บริสุทธิ์มากมายเสียหาย แล้วส่วนหนึ่งของคนกลุ่มที่เสียหายนั้นพยายามดับไฟ แทนการวิ่งเข้าทำร้ายฝ่ายที่วางเพลิง .... ในขณะที่มีบางคนไม่เห็นพ้อง ปกป้องเชื้อไฟไว้ไม่ให้มอดดับไปจากใจเลี้ยงไฟนั้นไว้ให้คุกรุ่นต่อไปในหัวใจ เป็นความเคียดแค้น ชิงชัง 

แม่อยากให้ลูกได้ดูหนังเรื่องนี้ อยากให้ลูกจับตาดูบางตอนเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะตอนที่่พ่อคุยกับลูกสาวคนเล็ก ซึ่งได้รับรู้ถึงความเกลียดชังของแม่ ได้ยินสิ่งที่แม่พูดกับพ่อ ถึงความเจ็บช้ำที่ต้องสูญเสียลูกสาวคนโตอันเป็นที่รักยิ่งไป เด็กหญิงกับคุณพ่อเขาคุยกัน ตามนี้นะคะ

เด็กหญิง ... I hate that man too.  He did bad evil things.
คุณพ่อ    ... He did do an evil thing, and I don't blame you for 
                   hating him.  And you can hate him as long as you like.

                   But tell me that .. this hate that is inside of you .........
                   How does it feel? Does it feel good?
เด็กหญิง ... Not very good!
คุณพ่อ    ... No. Hate is a very big, very hungry thing with lots of 
                   sharp teeth in its mouth that eat up your whole heart,
                   and leave no room left for love.

คำตอบของคุณพ่อ Gideon ตรงนี้แหละลูก ที่ทำให้แม่เข้าใจ "ความรัก" จากพิษร้ายของความเกลียดชัง หัวใจนั้นมีพื้นที่จำกัด จะเติมให้เต็มด้วยความรักที่งดงาม หรือความเกลียดชังที่ก้าวร้าวรุนแรงก็ได้  ช่างเปรียบ ... 

"ความเกลียดชังมันตัวใหญ่โต หื่นกระหาย ปากของมันมีฟันแหลมคมเต็มปาก มันจะกัดกินหัวใจทั้งดวงของลูกจนหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือ ไม่เหลือที่ไว้สำหรับความรักอีกเลย"

คุณพ่อให้เหตุผลกับลูกสาวว่า พระเจ้าเป็นผู้พิจารณาโทษ ไม่ใช่มนุษย์ดังนั้น ทางเลือกเป็นของลูก ที่จะแบกความเคียดแค้นชิงชัง ที่มันกันกร่อนหัวใจนี้ไปกับตัวตลอด  หรือจะเลือก ที่จะยินยอมที่จะยกโทษให้อภัย ("We are lucky that God understands this.  He's the one that will hand out punishments, so that we don't have to carry on this terrible hate around inside of us ....... if we don't want to ... if we are willing to forgive") 

ทางเลือก ... เป็นสิ่งที่แม่โปรดปรานยิ่ง เมื่อมีอิสระที่จะเลือก มันย่อมดีกว่าการถูกมัดมือชก ให้ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างจนตรอก แต่การตัดสินใจเลือกบางสิ่งนั้น ไม่ใช่ง่าย ดูเรื่องนี้แล้ว แม่อดถามตัวเองไม่ได้ ... นี่ถ้ามีคนมายิงลูกเราบ้างล่ะ แม่จะรับมือกับสิ่งร้ายแรงนั้นเช่นไร แม่ว่า แม่คงไม่ต่างจากแม่ของ Mary Beth ในเรื่องนี้ มันยากมาก แต่หนังเรื่องนี้ ให้ข้อคิดและ "ทางเลือก" ที่สวยงามซึ่งสมควรจดจำ และนำไปเป็นต้นแบบอย่างมาก 

จับตาดูตอนที่แม่ของ Sarah กับ Rebecca พูดในกลุ่มพ่อแม่ที่สูญเสียลูกนะคะ ลูกสาวสองคนของเขาอยู่ในเหตุร้าย Sarah เสียชีวิต และ Rebecca บาดเจ็บสาหัส เป็นตายเท่ากัน เขาบอกว่า ....

"I don't want to make my heart a battle ground between hate and love.  It hurts too much.  We have suffered too much damage. .... Choose love"

ฟังแล้วอดสะดุ้งใจไม่ได้นะลูก มันจริงอย่างที่เขาว่า เราเลือกได้ จะเลือกให้หัวใจของเรา เป็นสนามรบของความรัก กับความเคียดแค้นชิงชัง หรือเราจะเลือกให้หัวใจของเรา เป็นดินแดนแห่งความรักก็ได้ เราสามารถเลือกได้ สิ่งนี้เป็นความจริงพื้นฐาน ที่ทุกคน "รู้" ที่ต่างเห็น แต่ทำไมเหมือนเราไม่เข้าใจ กลับปล่อยหัวใจให้เป็นพื้นท่ีของการต่อสู้  อยู่กับความเสียหายทำลายล้าง ไร้ความสุขสงบให้หัวใจ ยินดีมีชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน

แล้วการหยุดสงครามในหัวใจนั้นแสนยาก แม้แต่คุณพ่อ Gideon ในเรื่องนี้ยังยอมรับ แต่ "หลักชัย" ของท่าทีของหัวใจของเขาอยู่ตรง "ความเชื่อ" ค่ะ เขาเชื่อว่า ข้อหนึ่ง ... พระเจ้าจะพิพากษาอย่างยุติธรรม พระองค์จะตัดสินและให้บทลงโทษอย่างถูกต้องสมควร ข้อสอง ... หากเราเลือกที่จะยึดพื้นที่หัวใจไว้สำหรับความโกธร เคียดแค้น และชิงชัง เราจะกลายผู้ที่รับโทษทัณฑ์นั้นเสียเอง ("Charlie will stand before a just God.  Yet, if we hold on to our anger and resentment then it is ourselves that being punished."

ดูละครแล้วต้องย้อนกลับดูตัวจริงๆนะลูก เรื่องแบบนี้ เหมือนเรื่องผงบังตา มันเหมือนง่าย แต่ช่างแสนยาก มันช่างแปลกยิ่ง ที่เราทุกคนต่างปรารถนาความรัก แต่เหตุใดจึงปล่อยให้ความชิงชัง มันกัดกินหัวใจไปจนหมดส้ิน ไม่ยอมเหลือไว้สักน้อยนิด ให้การยกโทษให้อภัยมาแบ่งพื้นที่ไปได้บ้าง กลับยอมเสียหัวใจทั้งดวงไปกับความมืดมิดของความชิงชัง ไม่มีให้แสงสว่างแห่งรักได้ฉายส่องเข้าไปได้เลย 

วันนี้ ไม่มีคำพูดใด จะดีไปกว่าคำพูดของ Rachel คุณแม่ของSarah กับ Rebecca ที่ขอพื้นที่หัวใจคืนให้กับความรัก ด้วยการยอมยกโทษให้อภัย อยู่ตรงนี้ค่ะ "It's not our place to decide. Forgiveness is from an open heart without condition, .... or it does not come at all" นั่นหมายถึง การกลับมายืนที่เดิม ว่า เราเป็นมนุษย์ การตัดสินไม่ใช่หน้าที่ของเรา และต้องยอมเปิดหัวใจอย่างจริงใจ อย่างไม่มีเงื่อนไข อย่างนั้นจึงจะสามารถอภัยได้ ....  

ลูกรัก ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ขอความจริงที่พระเจ้าสอนนี้ เป็นจริงในชีวิตของลูกเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ขอลูก "เลือก" เปิดหัวใจให้ความรักได้ทุกครั้งด้วยพระคุณพระเจ้า  เพื่อ "มงกุฏดอกรัก" เป็นของลูกเสมอและตลอดไป





อ้างอิง

1.  หนังสือปฐมกาล บทที่ 50 ข้อ 15 -21
   
15 เมื่อบรรดาพี่ชายของโยเซฟเห็นว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว พวกเขาจึงพูดกันว่า “จะทำอย่างไรถ้าโยเซฟยังผูกใจเจ็บและจะแก้แค้นพวกเราเพราะสิ่งเลวร้ายที่พวกเราได้ทำกับเขาไว้” 16 เขาจึงส่งคนไปบอกโยเซฟว่า “บิดาของท่านได้สั่งเสียก่อนจะตายว่า 17 ‘ขอให้เจ้าไปบอกโยเซฟว่า เราขอร้องให้เจ้าอภัยบาปอันเลวร้ายที่พวกพี่ได้ทำไม่ดีกับเจ้า’ บัดนี้ขอท่านกรุณาให้อภัยบาปของผู้รับใช้พระเจ้าของบิดาของท่านเถิด” เมื่อโยเซฟได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ 18 แล้วพวกพี่ชายก็เข้ามาคุกเข่าต่อหน้าโยเซฟ กล่าวว่า “พวกเราเป็นทาสของท่าน”  19 แต่โยเซฟบอกพวกพี่ชายว่า “อย่ากลัวเลย เราไม่ใช่พระเจ้า 20 พวกท่านมุ่งร้ายต่อเราก็จริง แต่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่นี้ คือการช่วยชีวิตคนเป็นอันมากไว้ได้ 21 ฉะนั้นอย่ากลัวไปเลย เราจะเลี้ยงดูพวกท่านและลูกๆ ของท่าน” และโยเซฟก็ให้ความมั่นใจและพูดให้พวกเขาใจชื้น

2.  http://www.youtube.com/watch?v=g5TJRngW8S0



Tuesday, May 6, 2014

สิ่งใด ... ดูเหมือนมีค่า




สิ่งใด ... ดูเหมือนมีค่า ....

ชีวิต ... เป็นสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์ เปราะบางแต่กลับกลายเป็นมั่นคง ชั่วคราวแล้วกลับเป็นนิรันดร์  ใครสามารถบรรจงหยิบชีวิตขึ้นมาพิจารณา แล้วอรรถาธิบายถึงที่ไปที่มาได้ ใครจะบังอาจวิเคราะห์อดีต หยั่งอนาคต ใครเลยจะสามารถกระทำได้ เพราะแม้ชีวิตตนยังเกินคาดเดา

แม่ดำเนินชีวิตบนโลกนี้มาเกือบ 60 ปี นานพอจะยืนยันได้ว่า เป็นจริงเช่นข้อเขียนข้างต้น ดังเช่น ประสบการณ์ทีี่พ่อแม่เพิ่งผ่านมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2014  วันหยุดราชการ พ่อได้อยู่บ้านกับแม่ วันสบายๆที่ได้พักผ่อนตามประสา ... อย่างสุขใจ จวบจนใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำ ประมาณห้าโมงกว่า แม่เข้าครัวเตรียมทำกับข้าว หั่นโน่นหั่นนี่ เสร็จแล้วล้างมีด ล้างแล้วต้องเช็ดให้แห้ง เพื่อจะได้เก็บเข้าที่ เหมือนเช่นที่เป็นมา แต่ ... ด้วยเหตุใด แม่เช็ดมีดแล้ว มีดมันแฉลบมาที่ข้อมือซ้ายของแม่ แม่ตกใจ ยืนมองข้อมือที่ขึ้นผื่นตามรอยคมที่พาดผ่านเส้นเลือดใหญ่ แม่ตะลึง ใจแปลบ ความคิดแว่บเข้ามา "นี่ถ้า แฉลบแรงกว่านี้ เฉือนข้อมือ เส้นเลือดใหญ่" แม่มืออ่อน วางมีด เดินมาหาพ่อที่หน้าบ้าน บอกว่า "พ่อคะ แม่มีเรื่องอยากขอบคุณพระเจ้า" แล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง สองคนเรา ก้มหน้าขอบคุณพระเจ้าพร้อมกัน เสร็จแล้ว แม่ยังใจไม่ดี บอกพ่อว่า แม่ขอนั่งพักก่อน 

พักใหญ่ แม่กลับเข้าไปในครัวอีก เปลี่ยนใจเปลี่ยนเมนู จากที่คิดจะทำแกงจืด แม่คิดว่า ทำแค่เบอเกอร์พอ เพราะยังมี หมูสับที่ทอดไว้ในตู้เย็น ขนมปังเพิ่งทำเสร็จ ว่าแล้วลงมือ หั่นหอมใหญ่ ไม่ทันที่จะหั่นได้ครึ่งลูก เกิดเสียงดังขึ้น ดังไล่กันต่อเนื่อง เหมือนรถถังหลายสิบคันวิ่งผ่าน เหมือนบ้านเป็นเรือนแพที่กระเพื่อมเพราะโดนคลื่นใหญ่หลายระลอกซัดเข้าใส่ เหมือนนั่งในกะบะรถที่มีหลังคาครอบ ในรถที่วิ่งอย่างเร็วบนถนนลูกรังที่มีแต่หลุมบ่อ มันสั่นสะเทือน มีดังรอบตัว แต่เหมือนเรากำลังเคลื่อนที่เป็นระลอกๆ แม่ตะโกนเรียกพ่อเสียงดัง ตะโกนแล้วตะโกนอีก ไม่มีเสียงตอบ แม่พยายามเดินมาหน้าบ้าน แต่มันคล้ายเราควบคุมการยืนการเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ ตอนแรกแม่คิดว่า มี "หิมะหลวง" หรือ ลูกเห็บยักษ์ มองไปที่หน้าต่างไม่เห็นอะไร มันงง ตกใจ จนแม่ถึงห้องรับแขก เห็นทีวีโยกไกวไปมาเหมือนต้นไม้โดนพายุใหญ่ แม่จึงถึงบางอ้อ ... แผ่นดินไหว ... แม่มองไปนอกบ้าน เห็นพ่อยืนเกาะรถที่ขยับไปมา ... ถึงตอนนี้ แม่ยืนนิ่งตรึงกับที่ ไม่กระดุกกระดิก ... จนเสียงเงียบลง และทุกอย่างหยุดนิ่ง

พ่อวิ่งเข้ามากอดแม่ แม่ได้สติ บอกพ่อว่า ต้องไปแอบในห้องนอน พ่อบอกว่า ต้องออกมาข้างนอก แม่ไม่รู้ว่า เราออกมาอย่างไร รู้แต่ว่า พอออกมาได้ แม่มีโทรศัพท์ในมือ แล้วแม่รีบโทรฯหาลูก บอกว่า ลูก... ต้องขอบคุณพระเจ้า แผ่นดินไหวพ่อแม่ปลอดภัย มีดแฉลบโดนข้อมือแต่แม่ไม่เป็นอะไร .... 

Aftershock เกิดขึ้นอีกมากมายหลายครั้งต่อจากนั้น ตลอดคืน และต่อเนื่องจนถึงเช้า แรงบ้างค่อยบ้าง ห่างบ้างถี่บ้าง บุคคลอันเป็นที่รักทั้งหลายต่างโทรศัพท์มาเยี่ยมเยียน คืนนั้น พ่อกับแม่ได้รับประทานอาหารเย็นตอนสองทุ่ม อิ่มอร่อย แต่จากนั้นแม่สิ้นแรง หลับไปจนห้าทุ่ม แม่บอกพ่อว่า มีแรงแล้ว ... ลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่า จากนั้นแม่จึงมองไปที่ทีวี คอมพิวเตอร์ เดินไปขยับให้ดี จะได้ไม่ตกลงมา เก็บข้าวของสำคัญ ขวดน้ำ เสื้อกันหนาว ใส่กระเป๋าถือวางข้างเตียง พ่อไม่ใส่กลอนประตูแน่นหนาอย่างเคย เผื่อฉุกเฉิน .... 

พ่อแม่พากันเข้านอน เดี๋ยว .. พ่อก็บอกว่า มาอีกแล้วๆ เสียงดัง บ้านสะเทือน .... จนพ่อหลับไป ... เที่ยงคืนแล้วแม่ยังนอนตากลม ได้ยินสัญญานโทรศัพท์ แม่หยิบมาดู เห็นข้อความจากคุณป้าขนุน แม่รีบโทรฯไปบอกให้หายกังวล .... แล้วนอนรอ เมื่อไร Aftershock จะมาอีก ... ตื่นเช้ามา Aftershock ยังมีมาเป็นละลอก ....

ชีวิต ... คืบหนึ่งก็บอกได้ คืบหนึ่งก็เดาไม่ถูก บางทีเหมือนจะบรรยายหรืือจับภาพได้ คือ เดาถูก ดำเนินตามแผน แต่ .. บางทีเหมือนของรักหล่นจากมือ คาดไม่ถึง ฉวยไว้ไม่ทัน เพราะเกิดขึ้นรวดเร็วเกินจะควบคุม ทำให้แม่กลับมาคิดค่ะ "สิ่งใด ดูเหมือนมีค่า .... ในชีวิตของเรา" อย่างในวันนั้น ... ในวินาทีที่เกินการคาดเดาและควบคุมได้ แม่เรียกหาพ่อ รีบโทรหาลูก ... เมื่อเวลาเลื่อนผ่านไป ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แม่ถึงเริ่มคิดถึงข้าวของมีค่า และวางแผนเพื่อจะสามารถดำรงชีวิตให้รอดต่อไป .... ชีวิต บางเบา และเปราะบาง ... ชีวิตที่อาจแสนสั้นหรือยาวนาน .... สิ่งใดมีค่าในชีวิตนี้ และสองมือเรารักษาชีวิตเราให้รอดได้แน่หรือ ... 

สำหรับแม่ สิ่งมีค่าในชีวิต คือ ชีวิตและความรักความผูกพัน และสองมือเราไม่สามารถรักษาชีวิตให้รอดได้ แม่จึงขอบคุณพระเจ้า ที่รักษาแม่ไว้ไม่ให้มีดบาดข้อมือ ไม่เกิดอันตรายจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราเป็นเพียงมนุษย์ และพระองค์เป็นพระเจ้า วันหน้าจะเป็นเช่นไร แม่ไม่อาจหยั่งรู้ แต่เชื่อมั่นว่า ชีวิตที่ผูกไว้ในพระเยซูนั้นพระองค์ทรงเมตตาให้ดำรงอยู่อย่างงดงามทั้งในโลกนี้ และตลอดไป

ข้อพระคำจากหนังสือยากอบ บทที่ 4 เข้ามาในหัวใจค่ะลูก .................

13  ฟัง​ไว้​ให้​ดีๆ​นะ คน​ที่​ชอบ​พูด​ว่า “วันนี้​หรือ​พรุ่งนี้ เรา​จะ​ไป​เมือง​นั้น​เมือง​นี้ อยู่​ที่​นั่น​สัก​ปี ค้า​ขาย​เอา​กำไร” 

14 ตัว​คุณ​เอง​ก็​ยัง​ไม่​รู้​เลย​ว่า พรุ่งนี้​ชีวิต​ของ​คุณ​จะ​เป็น​อย่าง​ไร​บ้าง เพราะ​คุณ​เป็น​เพียง​แค่​หมอก ที่​เกิด​ขึ้น​ประ​เดี๋ยว​เดียว แล้ว​ก็​จาง​หาย​ไป 

ลูกรักคนดีของแม่ ... สิ่งใด ดูเหมือนมีค่า ลูกหาเจอแล้ว จงดูแลรักษาไว้ให้ดี และใช้อย่างสมค่าตลอดไป เพื่อชีวิตในแต่ละวันจะงดงาม และไม่ว่าชีวิตนี้จะบางเบา เปราะบางเช่นไร ลูกจะรู้แน่แก่ใจว่า ชีวิตบนโลกนี้อาจสั้น แต่วันเวลาในชีวิตต่อไปนั้นจะยาวนานไร้จุดจบ ใช้ทุกวันให้คุ้มค่าที่ได้มีชีวิตอยู่ แล้วต้องไม่ลืมทำโลกนี้ให้สวยขึ้นอีกนิดหนึ่งเสมอ ตราบเท่าที่ลูกยังมี "วันนี้"

สุดท้าย จงจำไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน พ่อแม่รักลูกเสมอ แต่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า พระเจ้ารักลูกมากกว่าใคร เกินกว่าความเข้าใจมนุษย์คนใดจะหยั่งถึง






อ้างอิง

หนังสือยากอบ บทที่ 4 ข้อ 13 - 17

13   ฟัง​ไว้​ให้​ดีๆ​นะ คน​ที่​ชอบ​พูด​ว่า “วันนี้​หรือ​พรุ่งนี้ เรา​จะ​ไป​เมือง​นั้น​เมือง​นี้ อยู่​ที่​นั่น​สัก​ปี ค้า​ขาย​เอา​กำไร” 

14 ตัว​คุณ​เอง​ก็​ยัง​ไม่​รู้​เลย​ว่า พรุ่งนี้​ชีวิต​ของ​คุณ​จะ​เป็น​อย่าง​ไร​บ้าง เพราะ​คุณ​เป็น​เพียง​แค่​หมอก ที่​เกิด​ขึ้น​ประ​เดี๋ยว​เดียว แล้ว​ก็​จาง​หาย​ไป 

15 คุณ​ควร​จะ​พูด​ว่า “ถ้า​เป็น​ความ​ต้อง​การ​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต เรา​ก็​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​และ​ทำ​สิ่ง​นั้น​สิ่ง​นี้” 

16 แต่​ตอน​นี้ คุณ​กำลัง​คุย​โม้​โอ้​อวด ถึง​ความ​เก่งกาจ​ของ​คุณ ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​ชั่ว​ร้าย​นัก

 17 ดัง​นั้น สำหรับ​คน​ที่​รู้ตัว​ว่า​อะไร​เป็น​สิ่ง​ที่​ดี​ที่​ควร​จะ​ทำ​แต่​ไม่​ยอม​ทำ ก็​ถือ​ว่า​คน​นั้น​กำลัง​ทำ​บาป