Monday, January 27, 2014

เก็บไว้ให้อุ่นหัวใจ



Memento






ลูกชอบทิ้ง  แม่ชอบเก็บ  พ่อชอบสะสม  ลูกบอกว่า  ถ้าไม่ใช้ก็ทิ้งไปเถอะครับ  แม่มักบอกว่า  เก็บไว้ก่อนเผื่อจะเป็นประโยชน์  พ่อชอบสะสม  เรียกว่า  ค่าทางใจของแต่ละคนต่างกัน  อย่างไรก็ตาม  มีบางสิ่งที่แม่พยายาม "ตรึง" ไว้ในใจของลูก  ว่ามันเป็น Memento  หรือสิ่งที่สะกิดใจให้หวนนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา  หรือระลึกถึงสิ่งที่มีค่าทางใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเน่ินนานสักเท่าไร บ้านเราจึงค่อยๆมี memento เพ่ิมขึ้นเมื่อวันเวลาเคลื่อนผ่านไป

แล้ววันหนึ่ง  แม่ได้รับการ์ดวันเกิดจากน้าโอ๋ซึ่งมีข้อความ  ที่ทำให้แม่ซาบซึ้งคำว่า memento มากยิ่งกว่าเดิม  "In life, we remember moments, not days." ใช่เลยลูก  เราไม่ได้จดจำวันต่างที่ผ่านเข้ามา หากแต่จดจำช่วงเวลาต่างๆมากกว่า ในชีวิตของเรา มีหลากหลาย "ช่วงเวลา" ที่งดงามมีค่า ช่วงเวลาที่เราไม่อยากให้ผ่านเลยไป  มีแต่อยากให้หวนคืนมา  และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด จะมีบางสิ่งคอยสะกิดใจ ให้ใจหวนรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญนั้นเสมอ  สิ่งนั้นแหละลูกที่เราเรียกกันว่า memento

และ memento ที่สำคัญยิ่งของครอบครัวเรา คือ แดดอุ่นๆที่ส่องมาต้องตัว และสายลมแผ่วๆที่พัดมาต้องกาย  สองสิ่งนี้ คือ สิ่งที่นำมาช่วยปลอบและให้กำลังใจแก่กันเสมอมา  

ลูกคงจำได้แม่นยำว่า  ที่มาของ แดดอุ่น และลมแผ่ว เริ่มจากแม่ ในวันที่แม่เรียนหนังสือและต้องทำงานไปด้วย  แม่ทุ่มกายถวายชีวิตกับทุกสิ่งที่ลงมือทำ แม่คงเหนื่อยมากแต่ไม่รู้ตัว แล้ววันหนึ่งขณะที่แม่นั่งพิมพ์งาน  Ralph Ennis เจ้านายของแม่มานั่งคุกเข่าข้างๆ  บอกว่า วันรุ่งขึ้นไม่ต้องมาทำงาน แม่ตกใจคิดว่าทำผิดร้ายแรง แต่เจ้านายใจดี อธิบายว่า เขาเห็นว่าแม่เหนื่อยและเครียดมากแล้ว เขาดูตารางนัด  ตารางงาน และเฝ้าดูการทำงานนอกเวลางานของแม่แล้ว  เขาอยากให้แม่ "พักจากงาน" หยุดจากภาระความรับผิดชอบ  ไร้กรอบเวลาและกำหนดการสักวัน  

แม้ไม่เข้าใจสิ่งที่นายบอก แม่เชื่อฟัง  เวลานั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิต่อกับต้นฤดูร้อน เช้าวันรุ่งขึ้นที่ Colorado Springs ที่แม่อาศัยอยู่ตอนนั้น มีอากาศดีแจ่มใส ฟ้าเป็นสีฟ้ากระจ่าง อากาศยังค่อนข้างเย็น แม่สวมแจ๊คเก็ตตัวหนา แบกเป้คู่ใจ  ที่ข้างในมีแค่ Diet Sprite กับพระคัมภีร์ เดินขึ้นภูเขาใกล้ๆ Glen Eyrie เดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึง  แนวหินที่เป็นสันทอดตัวยาวลงมาตามระนาบของเนินเขา  ดูเชื้อเชิญให้เข้าไปใกล้ๆ แม่มองหาร่มไม้ ตั้งใจจะไปนั่งอ่านพระคัมภีร์  แต่กลายเป็นว่า  แม่ทอดตัวลงนอนและหลับไป นานเท่าไรแม่ไม่รู้  รู้แต่ว่า  เมื่อลืมตาตื่นอีกครั้ง มีแดดอุ่นๆบนใบหน้า แสงแดดอ่อนๆต้องตัวแม่  ใจแม่หวนนึกถึงเรื่องราวของ "โมเสส" ขึ้นมาทันที แดดอุ่นๆท่ามกลางในอากาศที่ค่อนข้างเย็นนั้น มันสุดแสนจะอบอุ่นสบาย มันจึงเป็นการตื่นขึ้นสู่พลังและความสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก  จำได้ว่า แม่ลุกขึ้นยืน  หลับตา  เงยหน้าขึ้นให้รับแดดอุ่นนั้นให้เต็มที่  แล้วตอนนั้นเอง สายลมเอื่อยๆพัดผ่านตัวแม่ สายลมแผ่วเบาที่ต้องตัวเป็นสัมผัสพิเศษที่สองที่ได้รับ มันมีความหมายละเอียดอ่อนที่ใจแม่รับรู้  จนแม่คุกเข่าอธิษฐาน


แม่ขอว่า พระเจ้าโปรดปรานโมเสส เพราะเขาเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมใจ เมื่อโมเสสขอสัมผัสจากพระเจ้า พระองค์ทรงยอมให้เขาได้รับประสบการณ์นั้น จึงขอว่านับแต่วันนั้น ขอให้แดดอุ่นและลมแผ่วได้เป็น memento เป็นสัญญาใจระหว่างพระเจ้ากับแม่ ที่จะสะกิดเตือนให้นึกถึงประสบการณ์กับพระเจ้า ว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วยเสมอ และทรงจะพัดพาความเหนื่อยล้าทุกข์ใจให้จากไป ลูกรักของแม่  .... ด้วยเหตุนี้ หากจะนับ memento ทั้งหมดในชีวิต สองสิ่งนี้จะเป็น memento ที่สำคัญสุด ที่แม่ได้ส่งผ่านต่อถึงลูก ขอลูกรักษาไว้ให้จงดี เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ไหนและเมื่อใด สองสิ่งนี้ จะช่วยหัวใจของเราอบอุ่น  ไม่อ้างว้าง  หวาดกลัว  มีความหวัง  และก้าวต่อไปได้เสมอ  

คนดีของแม่ ... หากเป็นไปได้  ขอลูกตั้งใจให้มั่นคง  ที่จะรักษา memento ของครอบครัวเรา  และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ  ต่อไปให้ถึงบุคคลผู้อันเป็นที่รักของเราทุกคน  ในทุกที่และทุกชั่วอายุคน 

อ้างอิง:

1.  หนังสืออพยพ  บทที่ 33
2.  me·men·to  (m-mnt)
     n. pl. me·men·tos or me·men·toes
A reminder of the past; a keepsake.


      memento (mɪˈmɛntəʊ)

     npl -tos or -toes
something that reminds one of past events; souvenir

Wednesday, January 22, 2014

ไม่ใช่เลือดเนื้อก็เกื้อกันได้






ลูกจำที่พ่อสอนเรื่องเพื่อนได้ไหมคะ  พ่อบอกว่า  ถ้าเราเอาทรัพย์สินเงินทองมาแทนค่าเพื่อนของครอบครัวเราแต่ละคน บ้านเราคงรวยไม่แพ้ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft แน่นอน  จริงนะลูก  ชีวิตของพ่อ แม่ และลูกนั้น  ได้พบ "เพื่อน" ที่แสนรักมากมาย  "เพื่อน" จึงเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่งของครอบครัวเรา อย่างที่พ่อบอกนะคะ  ตอนแต่งงานพ่อแม่ตกลงกันว่า  "เพื่อนเขา คือเพื่อนเรา"  แต่งงานแล้วเราจึงมีสมบัติเพ่ิมอีกเท่าตัว  และขอหวังเพ่ิมย่ิงขึ้นว่า  ให้รุ่นลูกๆของเรารักและผูกพันกันต่อไป  

เหมือนครอบครัวน้าโอ๋-น้าแดนกับบ้านเรา  น้าโอ๋เป็นเพื่อนโรงเรียนเตรียมฯของแม่  ไปเรียนต่อที่ Oregon State University ด้วยกัน  ชีวิตที่ไกลบ้านทำให้แม่กับน้าโอ๋ผูกพันกันมาก .. มากยิ่งกว่าเพื่อน จนครอบครัวพลตรี ทองเติม พบสุข ของน้าโอ๋  ใกล้ชิดสนิทกับครอบครัวเจียร จินตกานนท์ ของแม่เพิ่มไปด้วย เมื่อน้าโอ๋กับแม่แต่งงาน  พ่อกับน้าแดนได้มาเป็นเพื่อนรักกัน  และต่อมาเราก็สมหวังดีใจที่สุดเมื่อเห็นความรักความผูกพันพิเศษนี้  สานต่อมาถึงรุ่นลูกกับแมทธิว

และวันนี้  วันที่ 22 มกราคม  เป็นวันคล้ายวันเกิดของน้าโอ๋  วันที่ทำให้แม่คิดถึงน้าโอ๋เป็นพิเศษ คิดถึงวันเวลาที่ใช้ด้วยกัน  ทั้งเวลาสุข และทุกข์  ที่น้าโอ๋อยู่เคียงข้างแม่เสมอมา .... ไม่ใช่เลือดใช่เนื้อก็เกื้อกันได้โดยแท้นะลูก แม่รักน้าโอ๋ค่ะลูก  อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้น้าโอ๋เป็นของขวัญวันเกิดในปีนี้ ....








---------- Forwarded message ----------
From: Churaipon Chintakanont Klaijumlang <churaipon@gmail.com>
Date: 2014/1/22
Subject: Happy Birthday นะเพื่อนรัก
To: Oh Ruder <danruder@comcast.net>
Cc: Kruu Kanit <kruukanit@crics.asia>, Ingsong parndej <parndej@gmail.com>




วันนี้  วันดี  วันที่โอ๋เกิด


คิดถึงโอ๋ในวันนี้

คิดถึง  .. นางสาวธนิษฐา พบสุข
คิดถึง ... Mrs. Thanittha Pobsook Ruder


อยากขอบคุณโอ๋สำหรับวันเวลาและเส้นทางที่เราเดินร่วมกันมา
พระเจ้าให้จุได้รู้จักโอ๋ตั้งแต่จุยังไม่มีพระเจ้าในชีวิต
จนถึงวันที่ 17 ตุลาคม 1982
วันที่จุเดินไป Fred Myers กับโอ๋ในตอนเย็น  เพื่อจะเลี่ยงนัดของ Debbie
เดินไปจนกลับ  ก็เลี่ยงไม่ได้
วันนั้น  จุใส่ Sweat-shirt สีชมพูเข้ม  เดินไปส่งโอ๋ที่ Corvallis Plaza 
แล้วบอกว่า "ไงก็เลี่ยงไม่ได้แล้ว"

จุไปพบ Debbie กับ Cheryl
ที่นั่น  Debbie ถามจุว่า  "You don't believe there is a God, do you?"
แน่นอนที่จุบอกว่า  จุไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า
แต่การคุยในคืนนั้น  ทำให้จุได้คิดว่า  "เออหนอ  พระเจ้าคืออะไร"  
นึกถึงเพลงที่ว่า  เงินตราเป็นพระเจ้า  ก็ให้เห็นว่า  หลายคนก็นับถือเงินตราเช่นนั้นจริง
แล้วเราล่ะ ....

จุนึกถึงทุกสิ่งที่จุกราบไหว้บูชา  ทุกแห่งที่ให้พี่ป้าน้าอาไปบนตอนจะสอบจบปริญญาโท
เราเองก็นับถือหลายสิ่งที่เรา "เชื่อ" ว่ามีอำนาจเหนือเรานี่นา
นับถือโดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยซ้ำ  ทำไมเราไม่เห็นต้องพิสูจน์ล่ะว่ามีอำนาจนั้นจริงหรือไม่
เพียงแต่ ... ถ้าเราขอแล้วทำตามที่เราบอก  เราก็หาของไปถวายตามระบุ  
ถ้าไม่ได้ตามขอ  เราก็เพิกเฉยเสีย  เออหนอ  แล้วใครใหญ่กว่ากันนี่

ขณะเดียวกัน  จุเองก็กำลังเหนื่อยหน่ายกับการเป็นคนดีอย่างสาหัส  มันเหมือนเล่นโขน
คือ รู้ว่าเป็นคนดีของคนนี้ต้องเป็นอย่างไร  แล้วเราก็พยายามทำเช่นนั้น
จึงเต้นเป็นนางสีดาให้พ่อ  เต้นเป็นหนุมานให้นายโนช
ถอดหัวนี้ ใส่หัวโน้น  ถอดเข้าถอดออก  จนไม่รู้แล้วว่า  หน้าแท้จริงของเราเป็นอย่างไร
ชีวิตจึงดำเนินในจังหวะ "ควรทำ" มากกว่า "อยากทำ"  
และไม่รู้ว่า  ที่ทำน่ะทำเพราะอยาก  หรือทำเพราะมันควรจึงทำ

คืนนั้น  Debbie ถามว่า  รู้ไหมว่า คริสเตียนคือใคร
จุบอกว่า "ไม่รู้"  ทั้งที่เกือบบอกว่ารู้  
Debbie บอกว่า  คริสเตียนคือคนที่เป็นเหมือนพระเยซูน้อย  
เหมือนเด็กที่มีคุณสมบัติเหมือนผู้ใหญ่  แต่ต้องใช้เวลา เติบโต
และเพิ่มอีกว่า  การเป็นคริสเตียนหรือผู้เชื่อในพระเยซูเป็นเรื่องส่วนตัวของจิตใจของแต่ละคน
"You could fool the whole world that you are a good Christian, 
but you could not fool God.  He knows your heart."

คืนนั้น  จุได้คิดนะว่า  จุไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่จุเชื่อได้เลย  
แต่ถ้าจุเลือกจะเชื่อได้ล่ะ  จุจะเลือกเชื่อในสิ่งไหน
แปลก  จุคิดว่า  อยากเชื่อสิ่งเดียว
ไม่ต้องวิ่งไปกราบไหว้หลายแห่งที่ล้วนพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน  
และเดินในเกณฑ์มาตราฐานเดียว
อยากเชื่อผู้ที่ดูจุจากภายใน  และช่วยให้จุมีภายในที่สวยงาม
  
Debbie บอกว่า  การเข้ามาเชื่อพระเจ้าทำง่าย  
เหมือน A B C  แต่สลับกลับหลังมาหน้า

C คือ Confess สารภาพ  ยอมรับว่าเป็นคนที่มีความบาป 
อันนี้ง่าย  จุรู้  จุศึกษา Zen มา รู้ว่าทุกอย่างดี แต่ทำไม่ได้หมด  
แล้วตั้งเกณฑ์เอง ว่าถ้าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ใช้ได้
คืนนั้นได้คิดนะว่า   ถ้าทุกคนคิดอย่างจุแล้วเกณฑ์กลางต่างกันล่ะ  
แล้วจะใช้เกณฑ์ไหนมาตัดสิน

B คือ Believe  เชื่อ  เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาเกิด  
เพื่อพาให้คนพ้นความผิดบาป  และได้กลับไปสู่พระผู้สร้าง
อันนี้  ถ้าจุบอกว่า  เชื่อทันที  จุก็โกหกแล้ว  คุยกันแค่ชั่วโมงจะเชื่อก็ประหลาด  
แต่ท่ีมันประหลาดล้ำ คือ  จุบอกว่า  จุเลือกจะเชื่อเช่นนั้น

A  คือ Ask  ขอค่ะ  ขอให้พระเยซูเป็นพระเจ้าเดียวในชีวิต  
อันนี้  ก็ทำเพราะเลือกแล้ว  เลือกที่จะมีชีวิตในโลกนี้กับพระเจ้าเพียงองค์เดียว  
พระเจ้าที่ดูหัวใจก่อนการกระทำ

โห การเป็นคริสเตียนมันง่ายแค่นี้เองหรือ


โอ๋ ... จุจำไม่ได้ว่า  จุมาบอกโอ๋ถึงทางเลือกใหม่นี้ตอนไหน  อย่างไร
จำได้แค่ว่า  ประมาณ 5 เดือนหลังจากนั้น  
จุรับศีลบัพติสมาที่  Northwest Hill Baptist Church ที่บอกว่า
พิธีนี้ทำเพื่อประกาศต่อหน้าบุคคลทั่วไป  ถึงความเชื่อของจุในพระเยซู  
ว่า  จุเป็นลูกพระเจ้า  
โดยมีโอ๋เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็น "ญาติ" ร่วมพิธีในว้นนั้น

โอ๋คนดี  โอ๋เห็นชีิวตจุนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้  นานเป็นเวลา 32 ปีแล้วนะ
โอ๋เห็นทุกจังหวะชีวิตของจุ  
ร้องไห้  ผิดหวัง  ล้มเหลว  ท้อถอย  โกธร เกลียด อาละวาด  ย้ิม หัวเราะ ลิงโลด เปี่ยมสุข
แต่ในทุกจังหวะของ 32 ปีที่ผ่านมานี้นั้น  จุเคียงข้างพระเจ้าเสมอมา

แล้ววันนี้  จุคิดถึงโอ๋
โอ๋ที่เป็นมากกว่าเพื่อนของจุ
คิดถึงแดน  และแมทธิว
คิดถึงคำที่จะอวยพรโอ๋ในวันนี้
และ
ของขวัญที่อยากให้

คำอวยพรไหนจึงจะดีที่สุดสำหรับ โอ๋เพื่อนรักของจุ
ของขวัญอะไรจึงจะสูงค่าสุดสำหรับโอ๋ในวันนี้

"ของขวัญ" ที่จุขอส่งให้โอ๋ในวันเกิด คือ "พระเยซู" นะ
และ
โอ๋ .... จากหัวใจ  คือ คำที่ไม่ต้องปั้นให้เป็นคำอวยพร

"ขอพระเจ้าอวยพระพรโอ๋ให้ได้ .... พบสุข ... อย่างแท้จริงในพระเยซู"



รักโอ๋
จุ  และ คณิตกับอิงสงด้วยจ้ะ




Tuesday, January 21, 2014

เจอแล้ว



ตามหา

ดอยช้าง เชียงราย เมื่อ 27 ตุลาคม 2012



                                                                                                                                
ลูกนึกถึงตอนพี่นุชโทรฯมาบอกว่า  หา "โฉนดที่ดินหนองเสือ" ไม่เจอได้ไหมคะ แม่มืดแปดด้าน  ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหน  เพราะแม่จำไม่ได้ว่าข้าวของบ้านเรานั้นอยู่ตรงไหนบ้าง  ตั้งแต่น้ำท่วมบ้านเมืองเอก  แม่ไปอยู่กับคุณยายที่ตราด 5 เดือน  เอาของมีค่าไปฝากไว้แล้วย้ายมาอยู่เชียงราย  ทุกอย่างมันกระจัดกระจายไปหมด  โดยเฉพาะความจำของแม่

การตามหาส่ิงที่หายไปมันยาก  เพราะต้องกลับไปหาอดีต  ย้อนความทรงจำ แล้วจึงลงมือค้นถึงแม้ไม่รู้ว่าจะเริ่มหาตรงไหน  บริเวณที่หานั้น  เป็นบริเวณที่เราทำหายหรือไม่  มันจะยากยิ่งขึ้นอีก  เมื่อเราไม่สามารถ ไปถึงบริเวณที่เราคิดว่าของที่หายนั้นอาจจะอยู่นั้นได้ด้วย  ตนเอง  ถึงกระนั้น  ทุกครั้งที่ตามหาสิ่งที่หายไป  แม่ยังมีความหวัง  หวังว่า "จะเจอ"  แม่ว่า  ด้วยความหวังนี้แหละค่ะ  ที่ทำให้ คนเราไม่หยุดที่จะติดตาม  ค้นหา  และเมื่อได้พบ  ส่ิงที่หายไปจึงเป็นเสมือนสิ่งล้ำค่า  ยิ่งกว่าก่อนที่จะหายไปเสียอีก

จำเรื่อง "บุตรชายที่หายไป" ได้ไหมคะ  ชายผู้หนึ่งมีบุตรชายสองคน  คนเล็กมาขอแบ่งสมบัติ  เพื่อจะได้เอาไปใช้ตามใจ  พ่อแบ่งให้สมใจ  บุตรคนโตไม่ได้เอาส่วนแบ่งไปไหน  ยังคงอยู่บ้าน  ทำงานให้พ่อเหมือนเคย  แต่คนเล็กออกบ้านทันที  พร้อมทรัพย์สินที่ได้รับ  เดินทางไกลไปใช้ชีวิตเต็มที่  "ผลาญสมบัติ" ทั้งหมดที่ได้ไปทั้งหมด  ตกระกำลำบาก  สุดท้ายต้องไปคนงานเลี้ยงหมู  อดหยากไม่มีอาหารรับประทาน  ในที่สุดก็หวนคิดได้  คนงานของพ่อไม่เคยอด  มีรับประทานทุกมื้อ  การกลับไปเป็นคนงานของพ่อย่อมดีกว่าอยู่อย่างที่เป็น  เมื่อเขาใกล้ถึงบ้าน  พ่อมองมา  เห็นลูกที่จากหายไปจากชีวิตเดินกลับมา  พ่อซึ่งชราแล้ว  ลุกขึ้น  วิ่งเข้าไปสวมกอดลูกด้วยความดีใจ  ปากสั่งคนรับใช้ให้เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่  รองเท้าอย่างดี  กับแหวนตรามาให้ลูกชายที่กลับมาได้สวมใส่  พร้อมสำทับให้ไปจับวัวที่ดีที่สุดมาฆ่า  เพื่อจัดงานฉลองต้อนรับลูกชายของตน  หัวใจของผู้เป็นพ่อซึ่งได้พบกับลูกที่คิดว่าตายจากกันทั้งเป็นนั้น จึงเหมือนได้เจอของที่หาย  และได้รับสิ่งคิดว่าไม่มีวันได้คืนกลับมาอีก

ในอีกมุมหนึ่ง  เย็นนั้น  พี่ชายกลับจากนา  ได้ยินเสียงเฉลิมฉลอง  เรียกคนรับใช้มาถาม  เขา "ผิดหวัง" และ "เสียใจ" เมื่อได้ยินว่า  น้องชายที่สำมะเลเทเมากลับมา  และบิดาได้จัดเลี้ยงฉลองให้  ไม่ยอมกลับเข้าบ้าน  จนบิดาต้องเดินออกมา "ง้อ"  เขาตัดพ้อ  บอกว่าตนเป็น "ลูกที่ดี" ทำทุกอย่างที่พ่อบอก  แล้วนี่หรือสิ่งที่ได้รับตอบแทน  บิดาจึงอธิบายว่า  "ลูกเอ๋ย  น้องของเจ้านั้นจากไปเหมือนตายจาก    เขาหนีหายจากไปอย่างไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก  บัดนี้น้องกลับมาแล้ว  เหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่  เราได้พบน้องที่สูญหาย  เจ้าไม่ดีใจหรือ"

เหตุใดพี่ชายไม่ดีใจ อาจเป็นเพราะ "ลูกชาย" ของพ่อหายไป พ่อสูญเสียลูกที่ตนรัก เมื่อเจอจึงดีใจมาก  แต่ "น้องชาย" ของพี่ไม่เคยหายไป  พี่ไม่เคยเสียน้องไป  เมื่อพบจึงไม่มีค่าอันใด  แม่สรุปแบบนี้ถูกไหมเอ่ย  เราลองกลับมาคิดกันเล่นๆนะคะ  ในมุมของพ่อ  คงเป็นเหมือน พ่อมีเงินหลายล้านบาทในธนาคาร  แต่วันหนึ่ง  กระเป๋าสตางค์ของพ่อหาย  พ่อก็เสียดาย  อยากได้คืน และเมื่อได้คืน  พ่อก็ดีใจมาก  ถามว่า  มีเงินอีกตั้งหลายล้าน  จะมาเสียดายอะไรกับเงินหมื่นครึ่งหมื่นในกระเป๋าที่หาย  แม่ว่า  สิ่งอันเป็นที่รักนั้นมีค่าเสมอ  ไม่มีใครอยากสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก  หัวใจของพ่อ "ตามหา" ลูกเสมอ  ทว่า  สำหรับพี่ชายนั้น  เขาน่าจะมีความในใจกับ "ของรักที่หายไปของพ่อ"  จนดูเหมือนเขาจะยินดีที่มันหายไป  และผิดหวังเมื่อพ่อหาของรักนั้นพบอีกครั้ง

ลูกรัก  แม่คิดว่า  ในชีวิตของคนๆหนึ่ง  เรามีหลายสิ่งที่หายไปและตามหา  และหลายสิ่งที่อยากให้หายไปและไม่อยากเจอ  เวลาที่เราตามหา  เราตามหาด้วยความรัก  ความหวัง  และการรอคอย  แต่เมื่อเราอยากให้มันหายไป  เรามักจะมีความรู้สึกที่ตรงกันข้าม  สำหรับสิ่งที่ตามหา  เราจะปลาบปลื้ม ดีใจมากมายเมื่อได้พบ  เรามีความรัก ความยินดี  เราให้คุณค่ากับสิ่งที่หายไป เราสมหวัง  ส่วนสิ่งที่ต้องการให้หายไป  เราจะทุกข์ใจเมื่อได้พบ  ไม่ชอบ  ไม่ปลื้ม  จนอยากให้ตัวของเราเองหายไปจากตรงนั้น  เราผิดหวัง  เสียใจ  ดังนั้น เวลาที่เราตามหาสิ่งที่หายไป แล้วไม่พบ เราผิดหวัง  เสียใจ และเมื่อเราไม่ต้องเจอกับสิ่งที่อยากให้หายไปจากชีวิตเราก็ดีใจ และสมปรารถนา  ลูกว่าจริงไหม

แต่ชีวิตนี้  เราไม่สามารถเลี่ยงทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นได้เลย  ชีวิตคาดเดาหรือกำหนดตายตัวไม่ได้  จึงต้องตามหา "ปัจจัยสำคัญ" ที่จะช่วยให้สามารถ "หัวเราะ" กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้  และแม่คิดว่า  ผู้คนบนโลกนี้ต่างตามหาปัจจัยสำคัญนั้นกันทั้งนั้น  และปัจจัยสำคัญของผู้คนก็แตกต่างกันไป บ้างก็ว่า  การศึกษา การงาน  ชื่อเสียง  เกียรติยศ  การเป็นที่ยอมรับ  ทรัพย์สิน  เงินทอง  ครอบครัว  ความรัก  ศาสนา  เพื่อนฝูง สัตว์เลี้ยง  ของสะสม ฯลฯ  การจะบอกว่า  คำตอบสุดท้ายว่า "ปัจจัยสำคัญ" คือ อะไรให้ทุกคนยอมรับได้คงเป็นไปได้ยาก

แต่ ... แม่ชอบคำตอบของลูกนะคะ  ลูกบอกแม่เสมอว่า  ลูกไม่กลัวอนาคต ความผิดพลาด  หรือความผิดหวัง "มันเหมือนดูหนังนะครับแม่ ถ้ารู้ตอนจบ ให้หนังมันตื่นเต้น น่ากลัว หวาดเสียวขนาดไหน ลูกก็ดูได้สบายๆ"  ลูกรัก  แม่ดีใจนะคะ  ดีใจที่ลูกตามหา "ปัจจัยสำคัญ" จน "เจอแล้ว"   ทำให้รู้ตอนจบของชีวิต  มีความเชื่อที่มั่นคงว่า ชีวิตนี้จะไปไหน  จะเดินและดำเนินอยู่บนโลกนี้กับ "ผู้ใด"     


อ้างอิง:  
              1.  หนังสือลูกา     บทที่ 15
              2.  หนังสือสุภาษิต     บทที่ 30
              3.  หนังสือวิวรณ์     บทที่ 21 - 22


Sunday, January 19, 2014

"ปะล้ำปะเหลือ"



คนดีของแม่





ลูกจำคุณยายจันทร์ที่บ้านสินธานีได้ไหมคะ  จำเช้าวันที่เรากำลังตั้งโต๊ะจะทานข้าว  แล้วคุณยายตะโกนข้ามรั้วมาว่า "ปะล้ำปะเหลือ" ได้ไหมเอ่ย  วันนั้นอุณหภูมิประมาณ 16 องศา  ลูกใส่แค่กางเกงขาสั้นและเสื้อกันลม  แต่แม่ใส่ซะเต็มยศ  เสื้อคลุมนอนซ้อนสองตัว  สวมหมวก  ใส่ถุงเท้า  แล้วเอาแจ๊คเก็ตพ่อมาใส่อีกตัว  แค่นั้นแหละ  คุณยายส่งเสียงลอยข้ามรั้วมาเลย  "ปะล้ำปะเหลือ"  "อะไรจะขนาดนั้น"  แม่นึกถึงภาพนี้ทีไรย้ิมคนเดียวทุกครั้ง  ... คำว่า ปะล้ำปะเหลือ เลยมีความหมายพิเศษ  และทุกครั้งที่เจออะไรที่มัน "เยอะ" เกินพอดีก็จะนึกถึงคำนี้ทุกที

เมื่อคิดถึงชีวิตคน  แม่ก็ว่ามัน "ปะล้ำปะเหลือ" อย่างคาดไม่ถึง  วันนี้แม่อ่านชีวิตของ โจเซฟ ชาวยิวที่มีบทบาทช่วยเหลือชนชาติอียิปต์ในอดีตกาล  ตอนที่เกิดการกันดารอาหารต่อเนื่อง 7 ปี  อ่านไปก็รำพึงไปว่า  "ปะล้ำปะเหลือ" จริงๆ  กับชะตาเด็กหนุ่มอายุ 17 ปีที่เริ่มต้นแสนดี  แล้วก็ตกตำ่ๆอย่างต่อเนื่องนานถึง 13 ปี  แล้วกลับดีดขึ้นสูงสุดได้อย่าง "ปะล้ำปะเหลือ" 

โยเซฟเป็นลูกหลง  เกิดจากภรรยาที่บิดาโปรดปราน  เป็นบุตรชายลำดับที่ 11 ของครอบครัว  พ่อรักมากกว่าพี่ๆ  ได้รับสิ่งพิเศษๆ เช่น เสื้อคลุมสีสันชั้นดีราคาสูง  แต่เขาเป็นคนช่างพูด  พี่ๆทำอะไรก็เล่าให้พ่อฟังหมด  ตนเองฝันก็เอามาอวด  จนพี่ๆไม่ชอบหน้า  เห็นว่าเป็นคนช่างฟ้อง  และอวดอ้างว่าพ่อแม่พี่น้องจะต้องก้มหัวเคารพตน    วันหนึ่งก็เกิดเหตุ  พ่อใช้ให้ไปหาพวกพี่ๆที่ดูแลฝูงสัตว์ไกลจากบ้าน  พี่ๆเลยจัดการจับตัวไว้  หมายจะฆ่าให้ตาย  แต่เปลี่ยนใจขายให้กับกระบวนเกวียนของพ่อค้าที่มุ่งหน้าไปอียิปต์  แล้วเอาเสื้อคลุมนั้นไปคลุกเลือดแพะ  นำมาหลอกพ่อว่า  โยโซฟถูกสัตว์ทำร้ายจนตาย   พ่อค้าขายโยเซฟต่อให้กับหัวหน้า "ผู้คุม" สถานจองจำของกษัตย์ในอียิปต์  แต่ด้วยโยเซฟเป็นคนยำเกรงพระเจ้า  และจำนนที่จะ "ทำดี" ในทุกที่ที่ตนอยู่  กับทุกคนที่ตนพบ  "ผู้คุม" จึงเมตตา  และมอบหมายความรับผิดชอบให้ขึ้นมาทำงานในบ้าน  จนได้เป็นหัวหน้าใหญ่สุด  ดูแลทุกกิจการ  ชนิด "ผู้คุม" เองไม่ได้ทำอะไรเลย

แต่ชะตาของโยเซฟก็ยังดิ่งลงไม่หยุดยั้ง  ความที่เป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี  เข้านอกออกในบ้านนายอยู่เสมอ  จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจ "คุณผู้หญิง" ภรรยาเจ้านาย  ขนาดให้ไปร่วมเตียงด้วย  แม้โยเซฟปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาตลอด  บอกว่า  เขายำเกรงพระเจ้าและจะไม่ทรยศเจ้านาย  แต่ก็นั่นแหละ  วันหนึ่งก็ตกเป็นเหยื่อคนที่คิดไม่สะอาดจนได้  วันนั้นโยเซฟเข้าไปในบ้านเพียงลำพัง  ไม่มีใครอยู่ด้านใน  ยกเว้นคุณผู้หญิงคนสำคัญเพียงคนเดียว  แน่นอนเธอมาชักชวนอีก  โยเซฟเดินหนีเช่นเคย  แต่คราวนี้เธอแน่กว่า  เธอฉวยเสื้อคลุมเอาไว้  โยเซฟสลัดเสื้อคลุมออก แล้ววิ่งออกนอกบ้าน  โดยหารู้ไม่ว่า  ได้ท้ิงหลักฐานสำคัญไว้ให้เป็นพยานเท็จมัดตัว  เมื่อสามีกลับมา  คุณผู้หญิงฟ้องทันทีว่า  โยเซฟเข้ามาลวนลามเธอ  เมื่อเธอขัดขืนร้องขอความช่วยเหลือ  โยเซฟรีบร้อนหนีไปและท้ิงเสื้อคลุมเอาไว้  เท่านั้นเอง  วันคืนที่สุขสบายของโยเซฟก็จบสิ้น  จากบ้านนายได้ลงไปนอนคุกใต้ดินทันที

แต่โยเซฟก็เป็นโยเซฟ  อยู่ที่ไหนก็เคารพยำเกรงพระเจ้า  เชื่อฟังและทำตามเสมอ  อยู่บ้าน "ผู้คุม" เขายินดีรับใช้นาย  ติดคุกก็เหมือนเดิม  ช่วยอะไรใครได้ก็ทำ  จนในที่สุด  ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ "ผู้คุม"  ควบคุมคนคุกทั้งหมด  สรุปว่า  ช่างมีภาวะผู้นำสูง อยู่ที่ไหนก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้า ...  จนวันหนึ่ง พนักงานเชิญจอกเสวยหรือคนดูแลเครื่องดื่ม  และพนักงานทำขนมปังของกษัตริย์ต้องโทษ  ถูกส่งมาจองจำในคุกใต้ดินเดียวกับโยเซฟ  เขารับหน้าที่ดูแลใกล้ชิด  และต่อมาได้ทำนายฝันให้ว่าทั้งสองจะพ้นโทษจองจำ  แต่คนหนึ่งได้กลับคืนหน้าที่เดิม  ขณะอีกคนถูกประหาร  จึงขอให้ทั้งสองจำเขาไว้  หวังใจว่าจะช่วยให้ได้พ้นคุกบ้าง  แต่เวลาก็ผ่านพ้นไป  ไม่มีใครนึกถึงเขาเลย

จากวันที่ถูกพี่ชายขายไปเป็นทาส  ชีวิตของโยเซฟก็มีแต่ตกตำ่ลงเรื่อยๆ  ไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรดีขึ้น  เรียกว่า "ปะล้ำปะเหลือ" จริงๆ  ทำแต่สิ่งที่ดี  แต่กลับได้รับแต่โทษ  จนต้องติดคุกอย่างไม่มีกำหนด  แต่ใครเลยจะนึกได้ว่า  วันหนึ่งการณ์จะกลับกลายอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ  เมื่อกษัตริย์ฝันร้ายแล้วหาคนทำนายไม่ได้  พนักงานเชิญจอกเสวยนึกถึงโยเซฟขึ้นมา  เขาจึงถูกเรียกตัวจากคุก  และทำนายฝันได้ว่า  อียิปต์จะอุดมสมบูรณ์ 7 ปีแล้วจะเกิดกันดารอาหารอีก 7 ปี  ต้องมีการสะสมอาหารในช่วง 7 ปีแรกไว้ให้เพียงพอ

เรื่อง "ปะล้ำปะเหลือ" จึงเกิดกับชีวิตของโยเซฟ  กษัตริย์มอบแหวนตราให้  แต่งตั้งให้เขามีอำนาจปกครองอียิปต์ เป็นผู้ดูแลจัดการเก็บพืชพรรณกักตุนอาหารช่วง 7 ปีที่อุดมสมบูรณ์  เพื่อกระจายให้ประชากรในช่วง 7 ปีของการกันดาร  ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อ  ในเวลาเพียงข้ามคืน  เขาก้าวกระโดดจากคนคุกขึ้นมาปกครองประเทศ  มีอำนาจรองจากกษัตริย์ ยิ่งไปกว่านั้น  วันหนึ่งพี่ชายทั้งสิบคนที่เคยขายโยเซฟเมื่อ 13 ปีก่อนก็เดินทางมาอียิปต์  เพื่อขอปันซื้ออาหารไปประทังชีวิต  พี่ชายจำน้องไม่ได้  แต่โยเซฟจำพี่ชายได้ในทันที  

โยเซฟน้ำตาตก  ไม่มีใครรู้ว่าทำไม  เขาขู่ตะคอกพี่ๆ  ถามถึงครอบครัว  ถามถึงพ่อ  และน้องชายร่วมมารดา  พี่ๆตอบอย่างละเอียดโดยไม่เฉลียวใจว่า  เหตุใดเขาถึงสนใจเรื่องส่วนตัวเช่นนี้  โยเซฟวางแผนยึดตัวพี่ชายไว้คนหนึ่ง ขณะที่ปล่อยที่เหลือกลับไปพร้อมเสบียงจำนวนมาก  โดยมีข้อแม้ว่า  ให้นำน้องชายคนเล็กมาหา  แล้วจะคืนตัวพี่ชายให้  ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนั้น  โยเซฟคิดอะไร  ไม่มีใครรู้  แต่ถ้าเทียบหัวอกน้องเล็กที่โดนพี่ชาย 10 คนร่วมกระทำ  จนตกระกำลำบากนานถึง 13 ปี  ก็น่าจะพอเดากันได้ว่า  คงต้องมีบ้างที่เจ็บช้ำ ขมขื่น เคียดแค้น  และลองคิดดู  ถ้ามีความรู้สึกประมาณนี้ขณะมีอำนาจเหลือล้นในมือ  คือ มีอำนาจรองจากตัวกษัตริย์  ใจเขาจะอยากทำอะไรบ้าง ดังนั้น  การที่โยเซฟแค่จับพี่คนหนึ่งเป็นตัวประกัน  เพื่อให้ได้เห็นหน้าน้องชายร่วมมารดานั้นน่าจะดูเป็นส่งเล็กน้อยอย่างมาก

บันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้กล่าวต่อไปว่า  พี่ชายกลับไปหาพ่อ  เล่าทุกอย่างให้ฟัง  พ่อซึ่งแก่อายุเป็นร้อยปีแล้วนั้น  จะดีใจหรือเสียใจปานใดกับ  ข่าวดีที่มาพร้อมข่าวร้าย  ลูกที่คิดว่าตายไปแล้วยังมีชีวิต  แต่ได้ยึดตัวพี่ชายไว้  พี่น้องจะฆ่ากันเองหรือ  พ่อคนไหนจะยินดีกับสิ่งนี้บ้าง จนวันคืนผันผ่านไป  อาหารที่ได้มาหมดลง  การกันดารอาหารยังไม่สิ้นสุด  ทางรอดมีทางเดียว คือ ต้องย้อนกลับไปปันอาหารจากอียิปต์อีกครั้ง  และเพื่อความอยู่รอดของทุกคน  พ่อต้องยอมให้เอาชีวิตน้องคนเล็กเข้าแลก  สิ่งนี้บีบหัวใจผู้เป็นพ่อปานไหนใครจะรู้  ส่วนโยเซฟเองนั้น  เมื่อขบวนพี่น้องทั้งสิบไปถึง  เขาก็สะเทือนใจขนาดหนัก  ต้องหลีกเข้าไปห้องส่วนตัวรำ่ไห้อยู่คนเดียว  

จากนั้นจึงสั่งในนำพี่น้องทั้ง 10 ไปที่บ้านพักส่วนตัว  จัดอาหารอย่างดีมาเลี้ยงดู  และนำพี่ชายที่คุมตัวไว้ออกมาร่วมมื้ออาหารด้วย  ซึ่งตรงนี้เอง  ที่โยเซฟมาถึงจุดหักเหที่สำคัญ  ความในใจและความรู้สึกทั้งหมดนำมาสู่การตัดสินใจที่ชัดเจน  เขาสั่งคนรับใช้อียิปต์ทั้งหมดให้ออกไป  เหลือแต่ตนเองกับพี่ชายทั้งสิบและน้องเล็ก  เท่านั้นเอง  โยเซฟปล่อยความขมขื่นทั้งสิ้นล้นออกมา  เป็นเสียงรำ่ไห้ที่ดังจนทุกคนทั้งในและนอกห้องนั้นได้ยินโดยทั่ว  เขาละความเจ็บช้ำ  บอกพี่น้องของตนว่า  ตนคือน้องชายที่ถูกขายมาเป็นทาส  ตกระกำลำบากจนมาถึงวันที่ได้ขึ้นมาปกครองประเทศ  และได้ช่วยเหลือพี่น้องตน  เขายินดีรับดูแลทุกคน  ขอให้กลับไปรับบิดามาอยู่ด้วยกันในดินแดนของอียิปต์

ถ้าเป็นนวนิยาย  คงจะเป็นตอนจบที่"แฮปปี้เอนดิ้ง" หรือจบอย่างสมบูรณ์แล้ว  แต่ชีวิตจริงของโยเซฟเป็นยิ่งกว่านิยาย  เพราะหลังจากทุกคนหวนคืนดีกัน  มาอยู่ร่วมกันอย่างสุขสบายหลายปี  จนลูกๆของโยเซฟได้พบและได้รับพรจากปู่  หลักของครอบครัวคือ พ่อของโยเซฟก็สิ้นชีวิต  แล้วอะไรมันจะเกิดได้อีก  ในเมื่อทุกคนหันหน้าเข้าหากัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติมานานโขแล้ว

มันเป็นเรื่อง "ปะล้ำปะเหลือ" อย่างที่แม่กล่าวแต่ต้นนั่นแหละลูก  เพราะคนที่ทำผิดคิดร้ายนั้น  เมื่อบิดาจากไป  ความกลัวกลับครอบครอง  หวาดผวา  กลัวว่า  โยเซฟจะไม่ได้อภัยอย่างแท้จริง  แล้วกลับมาคิดบัญชีคืนตอนนี้  จึงพากันหาข้ออ้าง  รวมตัวกันไปบอกโยเซฟว่า  บิดาสั่งไว้ก่อนตาย ห้ามไม่ให้โยเซฟทำร้ายพวกตน  ลูกลองคิดเล่นๆนะคะ ... ถ้าลูกเป็นโยเซฟ  ลูกจะทำอย่างไร

โยเซฟน้ำตาตกอีกครั้ง  เขารำ่ไห้ต่อหน้าทุกคน  บอกว่า  เราเป็นมนุษย์  จะทำตัวเป็นพระเจ้า  วางตัวสูงเท่าพระองค์  ทำหน้าที่พิพากษาตัดสินท่านได้อย่างไร  พวกท่านอาจจะวางแผนชั่วช้าทำร้ายเรา  แต่พระเจ้าสามารถกลับสิ่งร้าย  ทำให้กลายเป็นสิ่งดีในเบื้องปลาย  และยังช่วยคนมากมายให้รอดตายได้  .. ลูกว่ามันช่าง "ปะล้ำปะเหลือ" ไหม  ที่คนๆหนึ่งได้รับความทุกข์ยากขนาดนั้น  จะคิดและพูดได้เช่นนี้

ลูกรัก ชีวิตของโยเซฟเป็นเรื่องจริง  บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอียิปต์  อาจดูเป็นเรื่อง "ปะล้ำปะเหลือ"  แต่เรื่องที่สะท้อนข้อคิดในการดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างยิ่ง  เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตใคร  ทุกคนล้วนไม่รู้อนาคต และเหตุผลของสิ่งที่เกิดกับตนในแต่ละวัน  หลายครั้งหลายคนอาจคิดว่า ทำไมเราต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ "ไม่ยุติธรรม" เลย  หลายหนคนก็โทษโชคชะตา  พากันหาทางแก้ลิขิตชีวิตตน  แต่ส่ิงที่แม่เห็นในชีวิตของโยเซฟ  เป็นบทเรียนที่ให้ข้อคิด  และทางออกกับปัญหา อุปสรรค  ความสับสน ความอยุติธรรม และความยากลำบากในชีวิต  แม่อยากฝากให้ลูกนำไปตริตรองใช้นะลูก  คนดีของแม่  ขอให้ยึดพระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียวไว้เหนือทุกสิ่งในชีวิต  ด้วยความเชื่อที่ว่า  เราเป็นมนุษย์ที่พระองค์สร้างและรักเสมอแก้วตาดวงใจ  พระองค์ครอบครองและควบคุมทุกสิ่งสรรพไว้โดยสมบูรณ์  และไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต  ขอให้เชื่อว่า  พระองค์จะกลับสิ่งร้ายให้กลับกลายเกิดผลดีได้ในที่สุด  และระหว่างที่เดินผ่านความทุกข์ยากนั้น ขอให้ยำเกรงพระเจ้า  เชื่อมั่นในทุกสิ่งที่พระองค์สอน  ทำตามทุกสิ่งที่พระองค์บอก  แล้วในเบื้องปลายลูกจะได้เห็น "หอกดาบกลับกลายเป็นดอกกุหลาบ"  สันติภาพจะอยู่ในหัวใจลูก

ลูกเห็นอย่างที่แม่เห็นหรือไม่คะ  ถ้าเห็นและเชื่อเหมือนกัน  ลูกบอกแม่ได้ไหมคะว่า  ชีวิตเราแต่ละคนก็ "ปะล้ำปะเหลือ" ไม่แพ้โยเซฟ  จะต่างกันก็แค่  ต่างกรรมต่างวาระเท่านั้นเอง 

อ้างอิง:  1.  หนังสือปฐมกาล  บทที่ 37 - 50
              2.  หนังสือสดุดี        บทที่ 37


Friday, January 17, 2014

จากใจของแม่

ลูกรักของแม่

จากวันนี้  แม่ตั้งใจจะมาเขียนถึงลูกทุกๆวัน  เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆจากใจไว้ให้ลูกของแม่ได้อ่านทั้งเวลาที่มีและไม่มีแม่อยู่กับลูก  และเผื่อว่า  วันหนึ่ง  ลูกจะได้อ่านให้หลานย่าได้ฟัง  





ลูกรัก  เรื่องแรกที่แม่อยากยกมาคุยกันวันนี้  คือ เรื่องของความเชื่อ  ถ้าจะนิยามความเชื่อ คงมีหลากหลายแง่มุม  สำหรับครอบครัวของเรา  มีความเชื่อว่า  ความเชื่อ คือ ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในส่ิงที่เรามองไม่เห็น  ซึ่งน่าแปลก  ที่ความเชื่อ  ที่ฟังดูลอยๆ  ไม่มีหลักเกณฑ์ใดให้ยึด  กลับนำมาขยายความด้วย "ความแน่ใจ"  ในสิ่งที่กว้างใหญ่อย่าง "สิ่งที่เราหวัง"  แล้วผูกมัดไว้กับ "ความมั่นใจ"  ในสิ่งที่ "ตามองไม่เห็น"  สรุปว่า          ส่ิงที่หวังใจไว้นั้น  แม้ยังมาไม่ถึง  และตาก็ไม่สามารถมองไม่เห็นได้นั้น  ถ้าเราแน่ใจและมั่นใจในส่ิงหวังใจไว้นั้น  ก็ถือว่า  เรามี "ความเชื่อ" ในสิ่งนั้นๆแล้ว  

แม่ว่า  "ความมั่นใจ" ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงที่ใกล้ตัวที่สุดน่าจะประมาณนี้  ลูกเข้านอนทุกคืน  แน่ใจว่า  ตื่นมาแม่จะเตรียมอาหารไว้  ไม่ต้องสงสัยเลย  นี่กระมัง ความเชื่อซื่อๆของเด็กๆกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม ฟังดูเข้าใจได้และง่ายที่จะยอมรับ แต่เมื่อเทียบกับส่ิงที่เป็นนามธรรมแล้ว  ความเชื่อกลับกลายเป็นสิ่งซับซ้อน  เข้าใจลำบาก  และยากที่จะยอมรับ

อย่างความเชื่อในสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือ  ทันทีที่แม่บอกว่า  พระเจ้ามีจริง  คนจะสงสัยทันทีว่า  เชื่อได้อย่างไรว่า มีจริง  ต้องพิสูจน์ได้ .... เพราะหลายคนไม่แน่ใจ และไม่มั่นใจ  ว่าพระเจ้าที่ตามองไม่เห็นนี้จะมีจริง  ต่างกับเวลาที่เราเอาธนบัตรใบละพันจ่ายค่าสินค้า  แล้วรับเงินทอนมาเป็นธนบัตรใบย่อยหลายใบ  เราก็เชื่อว่า  ธนบัตรทุกใบที่ได้รับมานั้นเป็นเงินจริง  ไม่ใช่เงินปลอม  และนำไปใช้ต่อได้อย่างมั่นใจ  ลูกอาจบอกว่า  ก็ตาเห็นธนบัตรเหล่านั้น  ก็จริงนะลูก แต่สิ่งที่ตามองไม่เห็นคือ  ธนบัตรเหล่านั้นเป็นธนบัตรที่กระทรวงการคลังผลิตขึ้นมาหรือไม่  แต่เราเชื่อ  เราจึงแน่ใจ และเราก็มั่นใจ  ไม่ต้องมีการพิสูจน์  

แต่แม่ว่า  ประเด็นสำคัญคงไม่ได้อยู่แค่  ความหมายของ "ความเชื่อ" แต่น่าจะอยู่ตรงที่ "ผลต่าง" ของการเชื่อ หรือไม่เชื่อ มากกว่า  ลองคิดกันเล่นๆนะคะว่า  วันหนึ่งพ่อกับแม่บอกลูกว่า  ฝากเงินในธนาคารให้ลูกไว้หลายหมื่นล้านบาท  ลูกคงหัวเราะและ "ไม่เชื่อ"  ผลก็คือ  ลูกคงไม่ไปที่ธนาคารและถอนเงินนั้นมาใช้  และไม่ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้น แต่ถ้าลูก "เชื่อ"  ลูกคงได้ใช้เงินมากมายจำนวนนี้

คนดีของแม่  ครอบครัวของเรามีความเชื่อในพระเจ้า  และดำเนินชีวิตตามความเชื่อนั้น  จนวันหนึ่งลูกเกิดคำถามว่า  "ชีวิตที่มีความเชื่อในพระเจ้านั้นต่างจากชีวิตไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างไร"  ลูกรัก   แม่จำคืนที่ลูกตั้งคำถามนั้นได้ชัดเจน  แม่นั่งที่หน้าเตียงนอน  มีลูกนอนหนุนตักอยู่  พ่อยังไม่กลับบ้าน .... คำถามซื่อๆที่ฟังดูไม่ซับซ้อนนี้ทำให้แม่อึ้งไป  และชลอเวลาตอบด้วยคำว่า  "เป็นคำถามที่ดีมากลูก"  และคำตอบก็คือ  ชีวิตที่เชื่อว่ามีพระเจ้าและพระเยซูเป็นทางเดียวสู่พระเจ้านั้น  ดำเนินอยู่บนพื้นฐานของความรัก  คือ รักพระเจ้าสุดกำลังความคิด จิตใจ ความสามารถ  และรักผู้อื่นเหมือนตัวของเราเอง  ไม่มีทางเลือกอื่นเหมือนชีวิตที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า  

ลูกรัก  การเชื่อในพระเจ้านั้น คือการที่เราแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้  นั่นคือ  พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่  ไม่มีที่สิ้นสุด  จึงดำรงอยู่เสมอมาและตลอดไป   พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง  รวมทั้งตัวของเราทุกคน ดังนั้น  จึงเชื่อมั่นในคำสอนว่า  ในพระเจ้าคือพระบิดา พระเยซู และพระวิญาน  และพระเยซูได้ลงมาบังเกิดในโลก  เพื่อเปิดและเป็นหนทางให้มนุษย์ได้กลับคืนสู่อ้อมอกของพระเจ้า  พระผู้สร้างของเรา  โดยความเชื่อ  เราจึงมั่นใจในสิ่งที่ยังไม่มาถึง  และยังมองไม่เห็นนี้  ว่า  ในเบื้องปลาย  เราจะได้กลับไปพบพระองค์  

การที่เชื่อง่ายๆในสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้นี้  ทำให้เรายอมรับว่า  มีผู้สร้างและเราเป็นผู้ถูกสร้าง  มีพระเจ้าและมีมนุษย์  ด้วยความเป็นมนุษย์  เราจึงนบนอบ ยำเกรง และบูชาองค์พระผู้เป็นเจ้านี้แต่เพียงพระองค์เดียว  ชีวิตที่ดำเนินตามความเชื่อนี้  จึงดำเนินทาง "ประตูแคบ" หรือทางที่พระเจ้าทรงกำหนด  มีมาตรฐานเดียว  ซึ่งต่างจากทางกว้างของมนุษย์ทั่วไป ที่ต่างคนต่างกำหนดได้  ตามแต่สมองของแต่ละคนจะตริตรอง และใจของตนปรารถนา  จึงมีมากมายหลายมาตรฐาน

ความเชื่อจึงมีผลต่อชีวิตของแต่ละคนหลากหลายเช่นนี้  แต่ถ้าแม่จะทิ้งคำถามไว้ให้ลูกในวันนี้บ้าง  แม่คงจะถามว่า  ลูกว่า  ความเชื่อในพระเจ้านี้เหมือนหรือต่างกับความเชื่อในศาสนาอย่างไรคะ

อ้างอิง:   - หนังสือฮีบรู   บทที่ 11 
              - หนังสือมัทธิว บทที่ 22
              - หนังสือมาระโก บทที่ 12
               - หนังสือลูกา บทที่ 10