Friday, January 17, 2014

จากใจของแม่

ลูกรักของแม่

จากวันนี้  แม่ตั้งใจจะมาเขียนถึงลูกทุกๆวัน  เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆจากใจไว้ให้ลูกของแม่ได้อ่านทั้งเวลาที่มีและไม่มีแม่อยู่กับลูก  และเผื่อว่า  วันหนึ่ง  ลูกจะได้อ่านให้หลานย่าได้ฟัง  





ลูกรัก  เรื่องแรกที่แม่อยากยกมาคุยกันวันนี้  คือ เรื่องของความเชื่อ  ถ้าจะนิยามความเชื่อ คงมีหลากหลายแง่มุม  สำหรับครอบครัวของเรา  มีความเชื่อว่า  ความเชื่อ คือ ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในส่ิงที่เรามองไม่เห็น  ซึ่งน่าแปลก  ที่ความเชื่อ  ที่ฟังดูลอยๆ  ไม่มีหลักเกณฑ์ใดให้ยึด  กลับนำมาขยายความด้วย "ความแน่ใจ"  ในสิ่งที่กว้างใหญ่อย่าง "สิ่งที่เราหวัง"  แล้วผูกมัดไว้กับ "ความมั่นใจ"  ในสิ่งที่ "ตามองไม่เห็น"  สรุปว่า          ส่ิงที่หวังใจไว้นั้น  แม้ยังมาไม่ถึง  และตาก็ไม่สามารถมองไม่เห็นได้นั้น  ถ้าเราแน่ใจและมั่นใจในส่ิงหวังใจไว้นั้น  ก็ถือว่า  เรามี "ความเชื่อ" ในสิ่งนั้นๆแล้ว  

แม่ว่า  "ความมั่นใจ" ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงที่ใกล้ตัวที่สุดน่าจะประมาณนี้  ลูกเข้านอนทุกคืน  แน่ใจว่า  ตื่นมาแม่จะเตรียมอาหารไว้  ไม่ต้องสงสัยเลย  นี่กระมัง ความเชื่อซื่อๆของเด็กๆกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม ฟังดูเข้าใจได้และง่ายที่จะยอมรับ แต่เมื่อเทียบกับส่ิงที่เป็นนามธรรมแล้ว  ความเชื่อกลับกลายเป็นสิ่งซับซ้อน  เข้าใจลำบาก  และยากที่จะยอมรับ

อย่างความเชื่อในสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือ  ทันทีที่แม่บอกว่า  พระเจ้ามีจริง  คนจะสงสัยทันทีว่า  เชื่อได้อย่างไรว่า มีจริง  ต้องพิสูจน์ได้ .... เพราะหลายคนไม่แน่ใจ และไม่มั่นใจ  ว่าพระเจ้าที่ตามองไม่เห็นนี้จะมีจริง  ต่างกับเวลาที่เราเอาธนบัตรใบละพันจ่ายค่าสินค้า  แล้วรับเงินทอนมาเป็นธนบัตรใบย่อยหลายใบ  เราก็เชื่อว่า  ธนบัตรทุกใบที่ได้รับมานั้นเป็นเงินจริง  ไม่ใช่เงินปลอม  และนำไปใช้ต่อได้อย่างมั่นใจ  ลูกอาจบอกว่า  ก็ตาเห็นธนบัตรเหล่านั้น  ก็จริงนะลูก แต่สิ่งที่ตามองไม่เห็นคือ  ธนบัตรเหล่านั้นเป็นธนบัตรที่กระทรวงการคลังผลิตขึ้นมาหรือไม่  แต่เราเชื่อ  เราจึงแน่ใจ และเราก็มั่นใจ  ไม่ต้องมีการพิสูจน์  

แต่แม่ว่า  ประเด็นสำคัญคงไม่ได้อยู่แค่  ความหมายของ "ความเชื่อ" แต่น่าจะอยู่ตรงที่ "ผลต่าง" ของการเชื่อ หรือไม่เชื่อ มากกว่า  ลองคิดกันเล่นๆนะคะว่า  วันหนึ่งพ่อกับแม่บอกลูกว่า  ฝากเงินในธนาคารให้ลูกไว้หลายหมื่นล้านบาท  ลูกคงหัวเราะและ "ไม่เชื่อ"  ผลก็คือ  ลูกคงไม่ไปที่ธนาคารและถอนเงินนั้นมาใช้  และไม่ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้น แต่ถ้าลูก "เชื่อ"  ลูกคงได้ใช้เงินมากมายจำนวนนี้

คนดีของแม่  ครอบครัวของเรามีความเชื่อในพระเจ้า  และดำเนินชีวิตตามความเชื่อนั้น  จนวันหนึ่งลูกเกิดคำถามว่า  "ชีวิตที่มีความเชื่อในพระเจ้านั้นต่างจากชีวิตไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างไร"  ลูกรัก   แม่จำคืนที่ลูกตั้งคำถามนั้นได้ชัดเจน  แม่นั่งที่หน้าเตียงนอน  มีลูกนอนหนุนตักอยู่  พ่อยังไม่กลับบ้าน .... คำถามซื่อๆที่ฟังดูไม่ซับซ้อนนี้ทำให้แม่อึ้งไป  และชลอเวลาตอบด้วยคำว่า  "เป็นคำถามที่ดีมากลูก"  และคำตอบก็คือ  ชีวิตที่เชื่อว่ามีพระเจ้าและพระเยซูเป็นทางเดียวสู่พระเจ้านั้น  ดำเนินอยู่บนพื้นฐานของความรัก  คือ รักพระเจ้าสุดกำลังความคิด จิตใจ ความสามารถ  และรักผู้อื่นเหมือนตัวของเราเอง  ไม่มีทางเลือกอื่นเหมือนชีวิตที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า  

ลูกรัก  การเชื่อในพระเจ้านั้น คือการที่เราแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้  นั่นคือ  พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่  ไม่มีที่สิ้นสุด  จึงดำรงอยู่เสมอมาและตลอดไป   พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง  รวมทั้งตัวของเราทุกคน ดังนั้น  จึงเชื่อมั่นในคำสอนว่า  ในพระเจ้าคือพระบิดา พระเยซู และพระวิญาน  และพระเยซูได้ลงมาบังเกิดในโลก  เพื่อเปิดและเป็นหนทางให้มนุษย์ได้กลับคืนสู่อ้อมอกของพระเจ้า  พระผู้สร้างของเรา  โดยความเชื่อ  เราจึงมั่นใจในสิ่งที่ยังไม่มาถึง  และยังมองไม่เห็นนี้  ว่า  ในเบื้องปลาย  เราจะได้กลับไปพบพระองค์  

การที่เชื่อง่ายๆในสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้นี้  ทำให้เรายอมรับว่า  มีผู้สร้างและเราเป็นผู้ถูกสร้าง  มีพระเจ้าและมีมนุษย์  ด้วยความเป็นมนุษย์  เราจึงนบนอบ ยำเกรง และบูชาองค์พระผู้เป็นเจ้านี้แต่เพียงพระองค์เดียว  ชีวิตที่ดำเนินตามความเชื่อนี้  จึงดำเนินทาง "ประตูแคบ" หรือทางที่พระเจ้าทรงกำหนด  มีมาตรฐานเดียว  ซึ่งต่างจากทางกว้างของมนุษย์ทั่วไป ที่ต่างคนต่างกำหนดได้  ตามแต่สมองของแต่ละคนจะตริตรอง และใจของตนปรารถนา  จึงมีมากมายหลายมาตรฐาน

ความเชื่อจึงมีผลต่อชีวิตของแต่ละคนหลากหลายเช่นนี้  แต่ถ้าแม่จะทิ้งคำถามไว้ให้ลูกในวันนี้บ้าง  แม่คงจะถามว่า  ลูกว่า  ความเชื่อในพระเจ้านี้เหมือนหรือต่างกับความเชื่อในศาสนาอย่างไรคะ

อ้างอิง:   - หนังสือฮีบรู   บทที่ 11 
              - หนังสือมัทธิว บทที่ 22
              - หนังสือมาระโก บทที่ 12
               - หนังสือลูกา บทที่ 10 






  

1 comment:

  1. Thank you so much for sharing your beautiful thoughts! I so much enjoyed and appreciated your writing. And this time in Thai which taught and reminded me to write to my own child as I have postponed it for quite some while.

    ReplyDelete