Tuesday, January 21, 2014

เจอแล้ว



ตามหา

ดอยช้าง เชียงราย เมื่อ 27 ตุลาคม 2012



                                                                                                                                
ลูกนึกถึงตอนพี่นุชโทรฯมาบอกว่า  หา "โฉนดที่ดินหนองเสือ" ไม่เจอได้ไหมคะ แม่มืดแปดด้าน  ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหน  เพราะแม่จำไม่ได้ว่าข้าวของบ้านเรานั้นอยู่ตรงไหนบ้าง  ตั้งแต่น้ำท่วมบ้านเมืองเอก  แม่ไปอยู่กับคุณยายที่ตราด 5 เดือน  เอาของมีค่าไปฝากไว้แล้วย้ายมาอยู่เชียงราย  ทุกอย่างมันกระจัดกระจายไปหมด  โดยเฉพาะความจำของแม่

การตามหาส่ิงที่หายไปมันยาก  เพราะต้องกลับไปหาอดีต  ย้อนความทรงจำ แล้วจึงลงมือค้นถึงแม้ไม่รู้ว่าจะเริ่มหาตรงไหน  บริเวณที่หานั้น  เป็นบริเวณที่เราทำหายหรือไม่  มันจะยากยิ่งขึ้นอีก  เมื่อเราไม่สามารถ ไปถึงบริเวณที่เราคิดว่าของที่หายนั้นอาจจะอยู่นั้นได้ด้วย  ตนเอง  ถึงกระนั้น  ทุกครั้งที่ตามหาสิ่งที่หายไป  แม่ยังมีความหวัง  หวังว่า "จะเจอ"  แม่ว่า  ด้วยความหวังนี้แหละค่ะ  ที่ทำให้ คนเราไม่หยุดที่จะติดตาม  ค้นหา  และเมื่อได้พบ  ส่ิงที่หายไปจึงเป็นเสมือนสิ่งล้ำค่า  ยิ่งกว่าก่อนที่จะหายไปเสียอีก

จำเรื่อง "บุตรชายที่หายไป" ได้ไหมคะ  ชายผู้หนึ่งมีบุตรชายสองคน  คนเล็กมาขอแบ่งสมบัติ  เพื่อจะได้เอาไปใช้ตามใจ  พ่อแบ่งให้สมใจ  บุตรคนโตไม่ได้เอาส่วนแบ่งไปไหน  ยังคงอยู่บ้าน  ทำงานให้พ่อเหมือนเคย  แต่คนเล็กออกบ้านทันที  พร้อมทรัพย์สินที่ได้รับ  เดินทางไกลไปใช้ชีวิตเต็มที่  "ผลาญสมบัติ" ทั้งหมดที่ได้ไปทั้งหมด  ตกระกำลำบาก  สุดท้ายต้องไปคนงานเลี้ยงหมู  อดหยากไม่มีอาหารรับประทาน  ในที่สุดก็หวนคิดได้  คนงานของพ่อไม่เคยอด  มีรับประทานทุกมื้อ  การกลับไปเป็นคนงานของพ่อย่อมดีกว่าอยู่อย่างที่เป็น  เมื่อเขาใกล้ถึงบ้าน  พ่อมองมา  เห็นลูกที่จากหายไปจากชีวิตเดินกลับมา  พ่อซึ่งชราแล้ว  ลุกขึ้น  วิ่งเข้าไปสวมกอดลูกด้วยความดีใจ  ปากสั่งคนรับใช้ให้เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่  รองเท้าอย่างดี  กับแหวนตรามาให้ลูกชายที่กลับมาได้สวมใส่  พร้อมสำทับให้ไปจับวัวที่ดีที่สุดมาฆ่า  เพื่อจัดงานฉลองต้อนรับลูกชายของตน  หัวใจของผู้เป็นพ่อซึ่งได้พบกับลูกที่คิดว่าตายจากกันทั้งเป็นนั้น จึงเหมือนได้เจอของที่หาย  และได้รับสิ่งคิดว่าไม่มีวันได้คืนกลับมาอีก

ในอีกมุมหนึ่ง  เย็นนั้น  พี่ชายกลับจากนา  ได้ยินเสียงเฉลิมฉลอง  เรียกคนรับใช้มาถาม  เขา "ผิดหวัง" และ "เสียใจ" เมื่อได้ยินว่า  น้องชายที่สำมะเลเทเมากลับมา  และบิดาได้จัดเลี้ยงฉลองให้  ไม่ยอมกลับเข้าบ้าน  จนบิดาต้องเดินออกมา "ง้อ"  เขาตัดพ้อ  บอกว่าตนเป็น "ลูกที่ดี" ทำทุกอย่างที่พ่อบอก  แล้วนี่หรือสิ่งที่ได้รับตอบแทน  บิดาจึงอธิบายว่า  "ลูกเอ๋ย  น้องของเจ้านั้นจากไปเหมือนตายจาก    เขาหนีหายจากไปอย่างไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก  บัดนี้น้องกลับมาแล้ว  เหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่  เราได้พบน้องที่สูญหาย  เจ้าไม่ดีใจหรือ"

เหตุใดพี่ชายไม่ดีใจ อาจเป็นเพราะ "ลูกชาย" ของพ่อหายไป พ่อสูญเสียลูกที่ตนรัก เมื่อเจอจึงดีใจมาก  แต่ "น้องชาย" ของพี่ไม่เคยหายไป  พี่ไม่เคยเสียน้องไป  เมื่อพบจึงไม่มีค่าอันใด  แม่สรุปแบบนี้ถูกไหมเอ่ย  เราลองกลับมาคิดกันเล่นๆนะคะ  ในมุมของพ่อ  คงเป็นเหมือน พ่อมีเงินหลายล้านบาทในธนาคาร  แต่วันหนึ่ง  กระเป๋าสตางค์ของพ่อหาย  พ่อก็เสียดาย  อยากได้คืน และเมื่อได้คืน  พ่อก็ดีใจมาก  ถามว่า  มีเงินอีกตั้งหลายล้าน  จะมาเสียดายอะไรกับเงินหมื่นครึ่งหมื่นในกระเป๋าที่หาย  แม่ว่า  สิ่งอันเป็นที่รักนั้นมีค่าเสมอ  ไม่มีใครอยากสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก  หัวใจของพ่อ "ตามหา" ลูกเสมอ  ทว่า  สำหรับพี่ชายนั้น  เขาน่าจะมีความในใจกับ "ของรักที่หายไปของพ่อ"  จนดูเหมือนเขาจะยินดีที่มันหายไป  และผิดหวังเมื่อพ่อหาของรักนั้นพบอีกครั้ง

ลูกรัก  แม่คิดว่า  ในชีวิตของคนๆหนึ่ง  เรามีหลายสิ่งที่หายไปและตามหา  และหลายสิ่งที่อยากให้หายไปและไม่อยากเจอ  เวลาที่เราตามหา  เราตามหาด้วยความรัก  ความหวัง  และการรอคอย  แต่เมื่อเราอยากให้มันหายไป  เรามักจะมีความรู้สึกที่ตรงกันข้าม  สำหรับสิ่งที่ตามหา  เราจะปลาบปลื้ม ดีใจมากมายเมื่อได้พบ  เรามีความรัก ความยินดี  เราให้คุณค่ากับสิ่งที่หายไป เราสมหวัง  ส่วนสิ่งที่ต้องการให้หายไป  เราจะทุกข์ใจเมื่อได้พบ  ไม่ชอบ  ไม่ปลื้ม  จนอยากให้ตัวของเราเองหายไปจากตรงนั้น  เราผิดหวัง  เสียใจ  ดังนั้น เวลาที่เราตามหาสิ่งที่หายไป แล้วไม่พบ เราผิดหวัง  เสียใจ และเมื่อเราไม่ต้องเจอกับสิ่งที่อยากให้หายไปจากชีวิตเราก็ดีใจ และสมปรารถนา  ลูกว่าจริงไหม

แต่ชีวิตนี้  เราไม่สามารถเลี่ยงทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นได้เลย  ชีวิตคาดเดาหรือกำหนดตายตัวไม่ได้  จึงต้องตามหา "ปัจจัยสำคัญ" ที่จะช่วยให้สามารถ "หัวเราะ" กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้  และแม่คิดว่า  ผู้คนบนโลกนี้ต่างตามหาปัจจัยสำคัญนั้นกันทั้งนั้น  และปัจจัยสำคัญของผู้คนก็แตกต่างกันไป บ้างก็ว่า  การศึกษา การงาน  ชื่อเสียง  เกียรติยศ  การเป็นที่ยอมรับ  ทรัพย์สิน  เงินทอง  ครอบครัว  ความรัก  ศาสนา  เพื่อนฝูง สัตว์เลี้ยง  ของสะสม ฯลฯ  การจะบอกว่า  คำตอบสุดท้ายว่า "ปัจจัยสำคัญ" คือ อะไรให้ทุกคนยอมรับได้คงเป็นไปได้ยาก

แต่ ... แม่ชอบคำตอบของลูกนะคะ  ลูกบอกแม่เสมอว่า  ลูกไม่กลัวอนาคต ความผิดพลาด  หรือความผิดหวัง "มันเหมือนดูหนังนะครับแม่ ถ้ารู้ตอนจบ ให้หนังมันตื่นเต้น น่ากลัว หวาดเสียวขนาดไหน ลูกก็ดูได้สบายๆ"  ลูกรัก  แม่ดีใจนะคะ  ดีใจที่ลูกตามหา "ปัจจัยสำคัญ" จน "เจอแล้ว"   ทำให้รู้ตอนจบของชีวิต  มีความเชื่อที่มั่นคงว่า ชีวิตนี้จะไปไหน  จะเดินและดำเนินอยู่บนโลกนี้กับ "ผู้ใด"     


อ้างอิง:  
              1.  หนังสือลูกา     บทที่ 15
              2.  หนังสือสุภาษิต     บทที่ 30
              3.  หนังสือวิวรณ์     บทที่ 21 - 22


No comments:

Post a Comment